ความรู้สำหรับแพทย์

หู คอ จมูกทั่วไป
โสตประสาทและการได้ยิน
คอและกล่องเสียง
จมูกและภูมิแพ้
นอนกรน
การเจาะคอ (Tracheostomy)

 

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

  

    การเจาะคอ เป็นวิธีหนึ่งที่สำคัญในการควบคุมทางเดินหายใจ นอกเหนือจากการใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งการควบคุมทางเดินหายใจแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อจำกัด แพทย์จะตัดสินใจเลือกวิธีควบคุมทางเดินหายใจที่เหมาะสม โดยเฉพาะในเวลาฉุกเฉิน เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย

    การเจาะคอ หมายถึง การสร้างทางติดต่อระหว่างหลอดลมกับ ผิวหนังบริเวณด้านหน้าของลำคอ ทำให้อากาศสามารถผ่านเข้าสู่ปอด โดยไม่ต้องผ่านช่องจมูก และลำคอส่วนบนโดยมีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อบรรเทาการอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกล่องเสียง หรือท่อลมตีบ, ผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดรุนแรง ซึ่งทำให้อากาศไม่สามารถผ่านจากจมูกไปสู่ปอดได้
  2. เพื่อให้ใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นระยะเวลานานได้โดยไม่มีผลข้างเคียงของการที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจเป็นระยะเวลานาน
  3. เพื่อสามารถดูดเสมหะในท่อลมและหลอดลมได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่รู้สติ, ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในปอด หรือผู้ป่วยที่มีเสมหะคั่งมากๆที่ไม่สามารถไอออกมาได้ดี
  4. เพื่อช่วยปกป้องทางเดินหายใจส่วนล่าง ในผู้ป่วยที่มีการสำลักเลือด, เสมหะ หรือสิ่งอาเจียน หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถไอได้ เช่น ผู้ป่วยอัมพาต หรือ ผู้ป่วยที่ไม่รู้สติ

ทางเลือกในการควบคุมทางเดินหายใจ นอกเหนือจากการเจาะคอ
    1. การใส่ท่อช่วยหายใจ การใส่ท่อช่วยหายใจทางปาก หรือ ทางจมูก เป็นวิธีที่สามารถทำได้รวดเร็วเพื่อควบคุมทางเดินหายใจของผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน โดยเลือกท่อที่มีขนาดเหมาะสม และทำจากวัสดุที่เฉื่อย ไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ รวมทั้งไม่ให้ท่อมีการเคลื่อนตัวไปมามากนัก เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการใส่ท่อช่วยหายใจ เวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนจากการใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นการเจาะคอยังเป็นที่ถกเถียงกัน และควรพิจารณาเป็นรายๆไป ซึ่งขึ้นกับหลายปัจจัยได้แก่ ระยะเวลาของการใส่ท่อช่วยหายใจที่ผ่านมา, โรคประจำตัวของผู้ป่วย และ อาการ และความพร้อมของผู้ป่วย โดยทั่วไปแล้ว เมื่อผู้ป่วยมีความจำเป็นที่จะต้องคาท่อช่วยหายใจด้วยข้อบ่งชี้ใดก็ตามเป็นเวลามากกว่า 2 หรือ 3 สัปดาห์ ควรที่จะได้รับการเจาะคอ
    2. การเจาะเยื่อบางๆระหว่างกระดูก cricoid และกระดูก thyroid (cricothyroidotomy) เป็นหัตถการที่สามารถควบคุมทางเดินหายใจส่วนต้นได้ในเวลารวดเร็ว เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน ในกรณีที่ไม่สามารถใส่ท่อช่วยหายใจได้ และไม่พร้อมที่จะเจาะคอ เนื่องจากมีเวลาจำกัด และ/หรืออยู่ในสถานที่ที่ไม่มีความพร้อมของเครื่องมือ เนื่องจากรอยต่อระหว่างกระดูก cricoid และกระดูก thyroid เป็นเยื่อบางๆ (รูปที่ 1) ที่ไม่ค่อยมีเส้นเลือดมาเลี้ยง และอยู่ตื้น ใกล้ผิวหนัง การใช้เข็มขนาดใหญ่ หรือใช้มีดกรีดในตำแหน่งนี้ สามารถเข้าสู่หลอดลมได้อย่างรวดเร็ว เพื่อควบคุมทางเดินหายใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่ปลอดภัยแล้ว ควรเปลี่ยนเป็นการเจาะคอ ภายในระยะเวลา 24 ชั่งโมง เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลทางเดินหายใจของผู้ป่วยได้ง่าย และป้องกันปัญหากล่องเสียง และหลอดลมคอมีการตีบแคบ

เทคนิคการเจาะคอ
    การเจาะคอสามารถทำได้ในกรณีฉุกเฉิน หรือ ไม่ฉุกเฉิน ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ และสภาวะของผู้ป่วย ในกรณีฉุกเฉิน สามารถทำได้ที่ข้างเตียงของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม การเจาะคอ ควรทำในห้องผ่าตัดที่มีอุปกรณ์พร้อม เช่น เตียงผ่าตัด, เครื่องมือดูดเลือด, เครื่องมือจี้ไฟฟ้า, แสงไฟที่เพียงพอและเหมาะสม และ มีผู้ช่วยที่มีความชำนาญ เพื่อลดอุบัติการณ์ของภาวะแทรกซ้อนจากหัตถการนี้

     1. วิธีระงับความรู้สึก การเจาะคอทำได้โดยการฉีดยาชา หรือดมยาสลบ ทั้งนี้ขี้นอยู่กับภาวะของผู้ป่วย รายที่ผ่าตัดโดยวิธีดมยาสลบ ควรให้ผู้ป่วยงดน้ำและอาหารก่อนเจาะคออย่างน้อย 6 ชั่งโมง เพื่อป้องกันการสำลักอาหารลงปอด เวลาดมยาสลบ ในกรณีผู้ป่วยเด็ก มักจำเป็นต้องทำด้วยวิธีดมยาสลบ โดยอาศัยความร่วมมือจากวิสัญญีแพทย์ เพื่อให้การควบคุมทางเดินหายใจปลอดภัยทั้งก่อน ขณะ และ หลังการเจาะคอ ผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาทางเดินหายใจอุดกั้นฉุกเฉิน ที่มีข้อจำกัดในการใส่ท่อช่วยหายใจ อาจจำเป็นต้องเจาะคอ โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ วิสัญญีแพทย์ควรร่วมดูแลผู้ป่วยในขณะเจาะคอด้วยทุกครั้ง

    2. การจัดท่าผู้ป่วย ท่าของผู้ป่วยที่เหมาะสมในการเจาะคอ คือท่านอนหงาย และ เอนคอไปทางด้านหลัง โดยวางหมอนทรายไว้ใต้ไหล่ของผู้ป่วย เพื่อทำให้ส่วนของหลอดลมบริเวณลำคอ เห็นได้ชัดและง่ายต่อการเจาะคอ อย่างไรก็ดี ในบางกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาทางเดินหายใจอุดกั้นฉุกเฉิน อาจไม่สามารถนอนราบในท่าแหงนคอได้ อาจจำเป็นต้องเจาะคอในท่านั่งหรือ ท่านอนยกศีรษะสูง

การเลือกท่อหลอดลมคอ (tracheostomy tube) 
    การเลือกท่อหลอดลมคอ ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยนั้น ต้องพิจารณาถึง อายุผู้ป่วย, ขนาดของหลอดลมคอของผู้ป่วย, วัสดุที่ใช้ทำท่อหลอดลมคอ (พลาสติก, โลหะเงิน, โลหะผสม, ซิลิโคน) รวมทั้งชนิดของท่อว่าเป็นแบบมีถุงลม (cuff) หรือ ไม่มีถุงลม (non cuff) การเลือกขนาดของท่อหลอดลมคอที่พอเหมาะกับขนาดของ หลอดลมคอของผู้ป่วย (รูปที่ 2) จะช่วยป้องกันอันตรายต่อเยื่อบุหลอดลมคอ ในผู้ป่วยเด็กที่ใช้ท่อหลอดลมคอขนาดเล็ก ต้องระวังปัญหาเรื่องการอุดกั้นของท่อจากเสมหะ ซึ่งเกิดได้โดยง่าย การดูแลท่อที่ถูกต้อง และเหมาะสม เช่น การดูดเสมหะ ไม่ให้ท่อตัน การให้น้ำ และความชื้นที่พอเพียง เป็นสิ่งสำคัญ ในผู้ป่วยเด็ก เนื้อเยื่อที่อ่อนบาง และหนาบริเวณคอด้านหน้าของเด็ก ทำให้มีโอกาสที่ท่อจะหลุด และเคลื่อนตัวได้สูง การเลือกท่อหลอดลมคอ ที่ทำจากวัสดุอ่อนนุ่ม ยืด หรือบิดตัวได้ รวมทั้งการเย็บปีกของท่อหลอดลมคอติดกับผิวหนัง และเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณรอบ ๆรูเจาะคอจะช่วยลดปัญหานี้ได้

    การใช้ท่อหลอดลมคอที่มีถุงลม นั้นมีประโยชน์ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ เครื่องช่วยหายใจ ช่วยลดปัญหาการสำลัก เช่นสามารถป้องกันเลือดที่อาจซึมจากขอบแผลเจาะคอลงไปในหลอดลมคอหลังผ่าตัดใหม่ ๆ การคาถุงลมไว้ ตลอดเวลา อาจทำให้เกิดแรงกดบนหลอดลมคอ และเกิดปัญหาการตีบแคบของกล่องเสียงและหลอดลมคอ (laryngotracheal stenosis) , ผนังหลอดลมคออ่อนตัว (tracheomalacia), ทางเชื่อมต่อระหว่างหลอดลมคอ และหลอดอาหาร (tracheoesophageal fistula) ตามมาได้ ดังนั้น เมื่อหมดข้อบ่งชี้ของการใช้ถุงลม แล้ว ต้องเอาลมออกจากถุงลมหรือ เปลี่ยนเป็นท่อหลอดลมคอชนิดไม่มีถุงลม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้

    ท่อหลอดลมคอบางชนิดมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะมีท่อ 2 ชั้น คือ ท่อหลอดลมคอชั้นนอก (outer cannula) และชั้นใน (inner cannula) (รูปที่ 2) ทำให้สามารถถอดท่อชั้นในออก เพื่อล้างทำความสะอาดได้ ทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษา และลดโอกาสเกิดการอุดกั้นของท่อจากเสมหะ ท่อหลอดลมคอที่ใช้ในเด็กเล็ก ถูกจำกัดด้วยขนาด ทำให้ไม่สามารถมีท่อชั้นในได้ ดังนั้นวัสดุที่ใช้ทำท่อต้องมีความพิเศษ ไม่ถูกจับเกาะด้วยเสมหะที่เหนียวข้นหรือ แห้งได้โดยง่าย

    ขนาดความยาวของท่อหลอดลมคอ เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ท่อที่มีขนาดยาวเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหา ทำให้ปลายท่อเข้าไปในหลอดลมข้างเดียว ในทางกลับกัน ท่อที่มีขนาดสั้นเกินไปก็มีโอกาสที่จะเลื่อนหลุดจากหลอดลมคอได้โดยง่าย ดังนั้นหลังการเจาะคอทุกครั้ง แพทย์จะตรวจสอบว่าท่ออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือไม่ ด้วยการฟังเสียงผู้ป่วยหายใจ ในท่าที่ผู้ป่วยนอนหงาย และหนุนหมอนที่ศีรษะโดยเอาหมอนที่หนุนไว้ที่ไหล่ผู้ป่วยออกจนหมดแล้ว ว่าปกติดีและเท่ากันทั้งสองข้างหรือไม่ นอกจากนั้น แพทย์จะถ่ายภาพเอ็กซ์เรย์ปอด หลังเจาะคอทันที เพื่อยืนยันตำแหน่งของปลายท่อ และดูว่ามีภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะคอด้วยหรือไม่

    ท่อหลอดลมคอ ชนิดที่ถูกออกแบบให้มีรูบริเวณส่วนโค้งด้านบนของท่อ (fenestrated tracheostomy tube) (รูปที่ 3) มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเปล่งเสียงได้ โดยใช้นิ้วมือปิดท่อในขณะหายใจออก ลมหายใจออกจากหลอดลมก็จะผ่านท่อไปยังรูเปิดทางด้านบนสู่กล่องเสียงออกไปยังลำคอ ผู้ป่วยก็จะสามารถเปล่งเสียงได้ เช่นผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (obstructive sleep apnea) ที่ได้รับการรักษาด้วยการเจาะคอ ผู้ป่วยมีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนเฉพาะเวลานอนหลับเท่านั้น ในขณะผู้ป่วยตื่น สามารถใช้ท่อหลอดลมคอ ชนิดที่มีรูบริเวณส่วนโค้งด้านบนของท่อได้ โดยปิดท่อไว้ให้ผู้ป่วยหายใจได้ตามปกติ ผ่านรูทางด้านบนของท่อ ทำให้ผู้ป่วยสามารถออกเสียงสื่อสารกับผู้อื่นได้และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เมื่อเข้านอนจึงเปิดท่อที่ปิดไว้ออก ให้หายใจเข้า ออกทางท่อหลอดลมคอ

ภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัด
โดยทั่วไปแล้วอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะแทรกซ้อนในขณะเจาะคอแบบไม่เร่งด่วนนั้นน้อยมาก ถ้าแพทย์ชำนาญและมีประสบการณ์ กรณีที่จำเป็นต้องเจาะคอแบบเร่งด่วน และอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีความพร้อมของเครื่องมือ และแสงไฟ ก็อาจทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะคอได้ คือ
    1.เลือดออก อาจจะออกได้จากการบาดเจ็บต่อเส้นเลือดบริเวณคอ หรือ เส้นเลือดที่มาเลี้ยงต่อมธัยรอยด์
    2.ลมรั่วเข้าเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax), ช่องอก (pneumomediastinum), มีลมรั่วมาอยู่ใต้ผิวหนัง (subcutaneous emphysema) การอัดวัสดุห้ามเลือดแน่นจนเกินไปที่แผล และการเย็บขอบแผลรอบรูของหลอดลมคอ แน่นจนเกินไป อาจทำให้ลมหายใจออกรั่วไปรอบ รูดังกล่าว และเซาะไปตามเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณคอด้านหน้า เกิดมีลมรั่วมาอยู่ใต้ผิวหนังได้ ในกรณีที่มีการผ่าตัดเลาะบริเวณ หน้าหลอดลมคอ เป็นบริเวณกว้าง ก็อาจทำให้ลมที่รั่วออกมา เซาะเข้าไปในช่องอก ในผู้ป่วยเด็ก เยื่อหุ้มปอดอาจจะลอยสูงขึ้นมาบริเวณที่เจาะคอได้ การฉีกขาดของเยื่อหุ้มปอด ทำให้เกิดปัญหาลมรั่วเข้าเยื่อหุ้มปอดตามมาได้
    3.การที่ไม่สามารถเจาะคอได้สำเร็จ ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางเดินหายใจอุดกั้นฉุกเฉิน และมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการเจาะคออย่างเร่งด่วนโดยใช้ยาชาเฉพาะที่ จะกระสับกระส่าย ไม่อยู่นิ่ง หลอดลมคอ จะมีการเคลื่อนไหวขึ้น ลงตลอดเวลา ตามจังหวะการหายใจที่แรงและเร็ว อาจทำให้การเจาะคอสำเร็จได้ยาก ประกอบกับแรงกดเบียดจากเครื่องมือลงไปบนลำคอผู้ป่วย จะทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้น การควบคุมทางเดินหายใจของผู้ป่วยในกรณีเช่นนี้ อาจทำได้ไม่ง่าย ในเวลาอันจำกัด และผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้
    4.ท่อหลอดลมคอหลุด และท่อหลอดลมคอไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ผิวหนังและเนื้อเยื่อไขมันบริเวณลำคอของผู้ป่วยที่หนา, การเคลื่อนไหวของศีรษะไปมา, ท่อที่มีขนาดสั้นเกินไป และการผูกสายรัดท่อหลอดลมคอที่ไม่แน่นพอ จะทำให้เกิดการเลื่อนหลุดของท่อจากหลอดลมได้ ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิต ท่อที่มีขนาดยาวเกินไป เมื่อผู้ป่วยอยู่ในท่าก้มศีรษะ หลอดลมมีการหย่อนตัวเต็มที่ ปลายของท่ออาจอยู่ในหลอดลมข้างเดียวได้
    5.ทางเชื่อมต่อระหว่างหลอดลมคอ และหลอดอาหาร การลงมีดบนหลอดลมคอ ที่ขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก ซึ่งมีขนาดของหลอดลมคอ เล็กมาก ๆ อาจเกิดการบาดเจ็บต่อผนังหลอดลมคอด้านหลัง และทะลุไปยังหลอดอาหารได้
    6.ภาวะน้ำท่วมปอด (pulmonary edema) การบรรเทาปัญหาทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง ด้วยการเจาะคอ อาจทำให้ความดันภายในหลอดลมที่เคยสูงอยู่เป็นระยะเวลานาน ลดลงอย่างรวดเร็ว และมีการรั่วของของเหลวจากเส้นเลือด ผ่านผนังของถุงลมในปอด เข้ามาในหลอดลมจนเกิดน้ำท่วมปอดได้

การดูแลหลังผ่าตัด
    1. การถ่ายภาพเอ็กซ์เรย์ปอด เพื่อดูตำแหน่งของปลายท่อ และดูว่ามีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกิดจากการเจาะคอ เช่น ลมรั่วเข้าเยื่อหุ้มปอดหรือไม่
    2. การให้ความชื้นที่เพียงพอ อากาศที่หายใจผ่านท่อเจาะคอ จะแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ขาดการปรับอุณหภูมิ และ ขาดการกรองดักฝุ่นละออง โดยโพรงจมูก การให้อากาศที่ชื้นผ่านทางรูเจาะคอจะช่วยป้องกันไม่ให้เยื่อบุหลอดลมคอแห้ง เกิดสะเก็ด และเสมหะเหนียว และแห้งมาอุดตันท่อหลอดลมคอ
    3. การดูดเสมหะที่เพียงพอ อากาศที่แห้ง รวมทั้งการระคายเคืองเยื่อบุหลอดลมคอ เนื่องจาก ท่อหลอดลมคอ ทำให้ปริมาณของเสมหะเพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ป่วยที่มีท่อหลอดลมคอไม่สามารถไอขับเสมหะได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูดเสมหะที่เพียงพอ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น นอกจากนั้นควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอบ่อยๆ
    4. การป้องกันการติดเชื้อ หลังการเจาะคอ หลอดลมจะมีทางติดต่อกับอากาศภายนอกโดยตรง โดยไม่มีสิ่งใดป้องกัน เสมหะที่เกิดในทางเดินหายใจก็สามารถปนเปื้อนไปที่แผลเจาะคอได้โดยตรง การใช้เทคนิคปลอดเชื้อ และเครื่องมือในการดูดเสมหะ, การป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกเข้าไปในหลอดลมโดยตรง และการดูแลทำความสะอาดบริเวณแผลเจาะคอ และเปลี่ยนผ้าก๊อสทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1- 2 ครั้ง หรือเมื่อเปียกแฉะ จะช่วยป้องกันการติดเชื้อบริเวณรอบแผลเจาะคอและในหลอดลมได้เป็นอย่างดี
    5. การทำให้ทางเดินหายใจกว้างอยู่ตลอดเวลา ในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก หลังการเจาะคอ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่อันตราย เนื่องจากยังไม่มีการสร้างทางเชื่อมระหว่างท่อหลอดลมคอและ ผิวหนังบริเวณลำคออย่างชัดเจน จึงไม่แนะนำให้เปลี่ยนท่อหลอดลมคอในช่วงเวลานี้ เพราะอาจเป็นอันตรายได้ และเพื่อป้องกันท่ออุดตันจากเสมหะ ท่อ 2 ชั้นที่มีทั้งท่อหลอดลมคอชั้นนอก และชั้นใน ควรล้างท่อหลอดลมคอชั้นใน ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง และทุกครั้ง ที่ผู้ป่วยรู้สึกหายใจไม่สะดวก
    6. การเอาลมออกจากถุงลม (deflating the cuff) และการเอาท่อหลอดลมคอออก เมื่อหมดข้อบ่งชี้ของการใช้ถุงลมแล้ว ต้องเอาลมออกจากถุงลม หรือ เปลี่ยนเป็นท่อหลอดลมคอชนิดไม่มีถุงลม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวข้างต้น เช่น หลังเจาะคอใหม่ๆ อาจจำเป็นต้องใช้ท่อหลอดลมคอชนิดพลาสติกซึ่งมีถุงลมอยู่ด้านข้าง เพื่อยึดให้ท่ออยู่กับที่ ประมาณ 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น ควรเอาลมในถุงลมที่ติดกับท่อออก และประมาณ 72 ชั่วโมงหลังเจาะคอ ควรเปลี่ยนเป็นท่อซึ่งไม่มีถุงลม ซึ่งมีทั้งชนิดพลาสติกและโลหะ เนื่องจากจะล้างและทำความสะอาดได้ง่ายกว่า
    เมื่อผู้ป่วยหมดข้อบ่งชี้ของการใช้ท่อหลอดลมคอแล้ว ควรพิจารณาเอาท่อออก โดยทั่วไป ถ้าเป็นไปได้ ก่อนเอาท่อออก ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจประเมินทางเดินหายใจก่อน ว่าพร้อมที่จะเอาท่อออกได้โดยปลอดภัยหรือไม่ จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นท่อหลอดลมคอที่มีขนาดเล็กลง ถ้าผู้ป่วยยังสามารถหายใจได้ดี ก็ทำการปิดท่อ แล้วเฝ้าดูอาการ ในกรณีที่ผู้ป่วยสามารถปิดท่อได้ข้ามคืนโดยไม่มีปัญหา ผู้ป่วยจะมีโอกาสสูงที่จะเอาท่อออกได้สำเร็จ

ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด
    1. เลือดออก อาจเกิดขึ้นได้หลังการเจาะคอ เป็นวันหรือเดือน เลือดที่ออกจากทางเชื่อมต่อระหว่างท่อหลอดลมคอ และเส้นเลือดใหญ่ (tracheo-innominate artery fistula) อาจรุนแรงและถึงแก่ชีวิตได้ ตำแหน่งที่มักเกิดทางเชื่อมต่อดังกล่าวได้ คือบริเวณถุงลม และ ปลายท่อ ซึ่งมีการกดเบียดด้านหน้าของหลอดลมคอ เป็นเวลานาน จนเกิดเนื้อเยื่อตาย และทะลุไปทางด้านหน้า ติดต่อไปยังเส้นเลือดใหญ่ โดยเริ่มต้นมักจะมีเลือดออกปริมาณไม่มากนำมาก่อน จากนั้นก็จะตามมาด้วยเลือดออกปริมาณมาก และ รุนแรง จนผู้ป่วยช็อคได้
    2.ลมรั่วเข้าเยื่อหุ้มปอด, ช่องอก, มีลมรั่วมาอยู่ใต้ผิวหนัง
    3. รอยโรคที่กล่องเสียง และหลอดลมคอ การกดทับเยื่อบุหลอดลมคอจากถุงลม เป็นระยะเวลานานๆ, การระคายเคืองเยื่อบุหลอดลมคอจากปลายท่อ, ระยะเวลาที่คาท่อไว้, ชนิดวัสดุที่ใช้ทำท่อ และขนาดของท่อ, การติดเชื้อ และการตัดกระดูกอ่อนออกมากเกินไป มีผลทำให้เกิดรอยโรคได้ตั้งแต่ แผลที่เยื่อบุ, เนื้อเยื่อการอักเสบเหนือรูเจาะคอ (suprastomal granuloma), กระดูกอ่อนอักเสบ, ผนังหลอดลมคออ่อนตัว จนถึง กล่องเสียง และหลอดลมคอมีการตีบแคบ (laryngotracheal stenosis)
    4. ท่อหลอดลมคออุดตัน
    5. ปัญหาการสำลัก
    6. แผลติดเชื้อ
    7. ทางเชื่อมต่อระหว่างหลอดลมคอ และผิวหนังบริเวณด้านหน้าคอ (tracheocutaneous fistula) ในกรณีที่ผู้ป่วยเอาท่อหลอดลมคอออก หลังจากใส่ท่อเป็นระยะเวลานาน อาจมีทางเชื่อมต่อดังกล่าวได้

Download File
THE ROYAL COLLEGE OF OTOLARYNGOLOGISTS-HEAD AND NECK SURGEONS OF THAILAND
Secretariat : Department of Otolaryngology, Phramongkutklao Hospital , Rachavithee Rd., Ratchathevee, Bangkok 10400
Tel : +66-2354-7711 Ext. 93685 , 93073    Fax : +66-2354-4109
 
Copyright © 2009 The Royal College of Otolaryngologists-Head and Neck Surgeons of Thailand, All rights reserved.
Education Support by Pfizer (Thailand) Limited