Back to Homa Page About RCOT Committee Carlendar CME Journal Links Webboard Member Contact Sitemap

 

การรักษาโรคภูมิแพ้โดยการฉีดวัคซีน
(Allergen  Immunotherapy)

ศ. พญ. ฉวีวรรณ บุนนาค
ผศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
สาขาวิชาโรคจมูก และโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา    คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

หลักการ                      คือใช้วัคซีนที่เตรียมจากสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้  มากระตุ้นให้ร่างกายของผู้ป่วยสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ขึ้น     โดยวิธีฉีดเข้าในผิวหนังทีละน้อยๆ

วิธีการ       ในระยะ 5-6 เดือนแรก จะฉีดสัปดาห์ละครั้ง      โดยฉีดที่แขนสลับข้างกัน  และค่อยๆ เพิ่มปริมาณของวัคซีนทีละน้อยตามลำดับ      หลังจากฉีดได้ขนาดสูงสุดเท่าที่ผู้ป่วยจะรับได้แล้ว  โดยไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น    จึงไม่เพิ่มขนาดของวัคซีน และค่อยๆ เพิ่มระยะห่างของการฉีดวัคซีนออกไปเป็นทุกๆ 2 และ 3 สัปดาห์ จนถึงฉีดเพียงเดือนละครั้ง   เพื่อกระตุ้นให้ภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นคงระดับสูงอยู่ได้ตลอดเวลา  และควรฉีดเดือนละครั้งไปนาน 3-5 ปี จึงจะพิจารณาหยุดฉีดได้  ในรายที่ฉีดวัคซีนแล้วไม่ได้ผลดี โดยได้ฉีดต่อเนื่องกันมาเกินระยะ 1 ปีแล้ว  และได้ตรวจสอบแก้ไขสาเหตุต่างๆ จนแน่ใจแล้วว่าไม่มีข้อผิดพลาด  แสดงว่าการรักษาโดยวิธีนี้ไม่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยรายนั้น และควรจะหยุดฉีดได้

ข้อดีของการฉีดวัคซีน

  1. เป็นการรักษาที่ตรงจุด  คือ แก้ไขที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีความผิดปกติในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้
  2. เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการมาก หรือรักษาด้วยยา หรือ วิธีการอื่นแล้วไม่ได้ผลดี หรือ ผู้ที่ใช้ยาแล้วมีผลข้างเคียงของยามาก หรือผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้
  3. ผู้ที่มีอาการของโรคหืดร่วมกับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  การฉีดวัคซีนจะช่วยให้อาการของโรคหืดทุเลาลงด้วย
  4. สำหรับผู้ที่มารับการฉีดวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ      อาการจะดีขึ้นประมาณร้อยละ 70-90   ขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้ และขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย

ข้อด้อยของการฉีดวัคซีน

  1. อาจทำให้เกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้ เช่นเดียวกับการแพ้ยาฉีดชนิดอื่น หรือการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง อาจเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยเป็นอยู่แล้วมากขึ้น เช่น คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา คันคอ ไอ หรือหอบหืด ลมพิษ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน กล่องเสียงบวมเกิดการอุดตันของทางเดิน หายใจ และอาจถึงช็อคได้
  2. อาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือน กว่าจะเห็นผล  และต้องฉีดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

ข้อปฏิบัติที่สำคัญหลังการฉีดวัคซีน

  1. ต้องนั่งพักให้แพทย์ดูอาการและสังเกตการบวมบริเวณที่ฉีดทุกครั้ง อย่างน้อย 30 นาที
  2. ห้ามออกกำลังกาย หรือทำงานหนัก เช่น วิ่งเป็นระยะทางไกล, เล่นกีฬา, ขึ้นลงบันได ฯลฯ   หลังฉีดวัคซีน อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
  3. หลังฉีด 24 ชั่วโมง ให้สังเกตการบวมหรือผื่นแดงบริเวณที่ฉีด และบันทึกไว้    และก่อนฉีดวัคซีนทุกครั้ง ควรรายงานแพทย์ว่ามีการบวม แดงบริเวณที่ฉีดครั้งที่แล้วหรือไม่  ขนาดเท่าใด และมีอาการผิดปกติอย่างอื่นหรือไม่    เพื่อแพทย์จะได้สั่งขนาดวัคซีนที่จะฉีดให้พอเหมาะ ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ได้
  4. ผู้ป่วยควรดูแลรักษาสุขภาพทั่วไปให้ดี  โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ  กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานได้ดี ภายหลังได้รับการกระตุ้นจากวัคซีน  ซึ่งจะทำให้อาการโรคภูมิแพ้ดีขึ้นได้มากและเร็ว

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้แล้ว     ผู้ป่วยควรพยายามกำจัด  และ หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้  และดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ ตามคำแนะนำของแพทย์อยู่เสมอ เพราะการฉีดวัคซีน ไม่ได้ทำให้ภาวะภูมิแพ้หายขาดอย่างสิ้นเชิง



Home | About us | Committee | Webboard | Member | Contact us | Site map
 

© Copyright Royal College of Otolaryngists of Thailand. All Rights Reserved.2001-2002