Image
Login เข้าสู่ระบบ

สิ่งที่ผู้ป่วยควรทราบ เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้

Last update: 16.04.2009


1. โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด มักจะมีอาการ เป็นๆ หายๆ 2. มีสิ่งที่สามารถกระตุ้น ให้ผู้ป่วยเกิดอาการขึ้นมาได้หลายประเภท ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่

 

ผศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
สาขาวิชาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

   

 

1. โรคภูมิแพ้ (allergic diseases) เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย  อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็น 

  • ถ้าเป็นที่ตา เรียกว่า โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis)
  • ถ้าเป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ  (allergic rhinitis)
  • ถ้าเป็นที่หลอดลม เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหืด (asthma)
  • ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (atopic dermatitis)
  • ถ้าเป็นที่ระบบทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (food allergy)

2. โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้   มักจะมีอาการ เป็นๆ (มีเหตุมากระตุ้น) หายๆ  (ไม่มีเหตุมากระตุ้น) 

3. มีสิ่งที่สามารถกระตุ้น ให้ผู้ป่วยเกิดอาการขึ้นมาได้หลายประเภท  ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้  ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ 

  • ความเครียด, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, อารมณ์เศร้า, วิตก,  กังวล,  เสียใจ (สำหรับโรคภูมิแพ้ ทุกประเภท)
  • ของฉุน,  ฝุ่น,  ควัน,  อากาศที่เปลี่ยนแปลง, อาหารบางชนิด  (จึงจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยง  โดยสังเกตว่า  อยู่ในสิ่งแวดล้อมใด, สัมผัสอะไร หรือรับประทานอะไร แล้วอาการมากขึ้น ให้หลีกเลี่ยง)  และควรจัดบ้าน, ห้องนอน, ที่ทำงาน และรถ ตามคำแนะนำของแพทย์ (สำหรับโรคภูมิแพ้ ทุกประเภท)
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ  หรือ หวัด  จึงควรป้องกันไม่ให้เป็น  โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง  เช่น  เครียด,  นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ,   การสัมผัสอากาศที่เย็นมากเกินไป  เช่น ขณะนอน เปิดแอร์หรือพัดลมเป่าจ่อ  ไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพียงพอ   การดื่มหรืออาบน้ำเย็น    ตากฝน หรือสัมผัสอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่น   จากร้อนเป็นเย็น  หรือเย็นเป็นร้อน หรือมีคนรอบข้างที่ไม่สบายคอยแพร่เชื้อให้ (สำหรับโรคภูมิแพ้ของจมูก และหลอดลม)
  • การติดเชื้อที่ตา, ผิวหนัง หรือระบบทางเดินอาหาร  ถ้ามี ควรรีบไปหาแพทย์ เพื่อให้การรักษาแต่เนิ่นๆ (สำหรับโรคภูมิแพ้ของตา, ผิวหนัง และ ระบบทางเดินอาหาร) 
  • สิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนัง  เช่น  ของฉุน   ฝุ่น   ควัน   แดด    เหงื่อ   การเกา หรือการนวด  ขัดผิวหนัง  (เนื่องจากจะกระตุ้นทำให้การอักเสบของผิวหนัง เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เกิดรอยดำ หรือรอยแผลเป็น ตามมาได้)     สบู่  ครีม  หรือเครื่องสำอางใด ๆ  ที่จะนำมาใช้  ถ้ายังไม่เคยใช้มา ก่อน  ไม่ควรลองใช้  เพระอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ของผิวหนังได้ (สำหรับโรคภูมิแพ้ของผิวหนัง)

4. ควรออกกำลังกาย แบบแอโรบิค อย่างสม่ำเสมอ [การออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น   หายใจเร็วขึ้นต่อเนื่องกันอย่างน้อยวันละ  30  นาที   อย่างน้อยสัปดาห์ละ   3  วัน   เช่น วิ่ง,  เดินเร็ว,  ขึ้นลงบันได,  ว่ายน้ำ,  ขี่จักรยานฝืด (แบบปรับน้ำหนักได้เช่น  ใน FITNESS),  เต้นแอโรบิค, เตะฟุตบอล, เล่นเทนนิส, แบดมินตัน   หรือบาสเกตบอล]  เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ความไวของเยื่อบุตา, จมูก และ  หลอดลมลดลง ทำให้ความจำเป็นในการใช้ยา ลดน้อยลง และทำให้มีภูมิต้านทานต่อหวัด  ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้อาการภูมิแพ้ แย่ลง โดยจะเป็นหวัดยาก  หรือเป็นแล้วหายง่าย

5. โรคนี้แพทย์ไม่ได้ให้ผู้ป่วยหยอดยาหยอดตา, พ่นยาเข้าไปในโพรงจมูก หรือ ปาก, สูดยาทางปาก, ทายาที่ผิวหนัง  หรือรับประทานยาไปตลอดชีวิต   เมื่อใดที่ผู้ป่วยสามารถลดเหตุได้ (ดูข้อ 3 และ 4)   ก็สามารถลดยาได้  โดยในระยะแรก แพทย์จะเป็นผู้ปรับยาให้   ไม่ควรปรับยาเอง  นอกจากแพทย์อนุญาต   ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นหลังให้การรักษาประมาณ  ½ – 1  เดือน   ซึ่งจะดีขึ้น เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยว่า จะลดเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น (ข้อ 3) และประกอบเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง (ข้อ 4) ได้มากน้อยเพียงใด  

6. เนื่องจากโรคภูมิแพ้นั้น  ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจ, ผิวหนัง, เยื่อบุตา, ทางเดินอาหาร ไวผิดปกติ   เมื่อมีสิ่งกระตุ้น (ดูข้อ 3)  จะทำให้มีอาการมากขึ้นได้ ซึ่งมักจะมีอาการได้ง่าย และหายยาก   ดังนั้น เมื่อมีอาการ   แนะนำให้เพิ่มการใช้ยามากขึ้น  เพื่อให้หายจากอาการดังกล่าวเร็วที่สุด (ตัดไฟแต่ต้นลม)  เช่น

  • เมื่อมีอาการทางตา   อาจหยอดยาหยอดตาแก้แพ้ และ /หรือ  รับประทานยาแก้แพ้ 
  • เมื่อมีอาการทางจมูก อาจล้างจมูก,  อบไอน้ำเดือด, พ่นยาเข้าไปในโพรงจมูก  และ /หรือ  รับประทานยาแก้แพ้    
  • เมื่อมีอาการทางหลอดลม  อาจสูดยา หรือพ่นยา  เข้าหลอดลมให้มากขึ้น และ /หรือ รับประทาน ยาขยายหลอดลม  หรือยาแก้ไอ
  • เมื่อมีอาการทางผิวหนัง   อาจทายาแก้คัน และ /หรือ รับประทานยาแก้แพ้
  • เมื่อมีอาการทางเดินอาหาร   อาจรับประทานยาแก้แพ้ และ /หรือ ยาแก้คลื่นไส้/ อาเจียน   หรือยาแก้ท้องเสีย

 

     เมื่ออาการดังกล่าวดีขึ้น   ก็ค่อยๆลดยาดังกล่าวลงเอง หรือลดลงเท่ากับที่แพทย์แนะนำ (เมื่อมีอาการมาก  เป็นมาก ก็ให้ใช้ยามาก    เมื่อมีอาการน้อย  เป็นน้อยลง ก็พิจารณาลดยาลง)  ดังนั้นผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ควรมียาดังกล่าวอยู่เสมอ เมื่อเวลามีอาการ จะได้มียาใช้ทันท่วงที

 

Download File