Image
Login เข้าสู่ระบบ

วัคซีนภูมิแพ้ไรฝุ่น กับสถานการณ์โรคภูมิแพ้ปัจจุบัน

Last update: 16.04.2009


โรคภูมิแพ้เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย แล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ ภายหลังเมื่อได้รับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าว ก็จะกระตุ้น ให้เกิดอาการ ซึ่งจะเกิดอาการเฉพาะในคนที่แพ้เท่านั้น ในคนปกติจะไม่เกิดอาการ

 

ผศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
                                สาขาวิชาโรคจมูก และโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

                               

โรคภูมิแพ้คืออะไร

                โรคภูมิแพ้เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย แล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ ภายหลังเมื่อได้รับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าว ก็จะกระตุ้น ให้เกิดอาการ ซึ่งจะเกิดอาการเฉพาะในคนที่แพ้เท่านั้น ในคนปกติจะไม่เกิดอาการ

                โรคภูมิแพ้เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย
  อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับ ชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็น ซึ่งพยาธิสภาพนั้นเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงาน มากเกินไปทำให้เยื่อบุที่อวัยวะต่างๆ มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเกินไป ทำให้เกิดการตอบสนองที่มากผิดปกติของอวัยวะนั้น  เช่น

  • ถ้าเป็นที่ตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis)
  • ถ้าเป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ
  • ถ้าเป็นที่หลอดลม เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืด (asthma)
  • ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (atopic dermatitis)
  • ถ้าเป็นที่ระบบทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (food allergy)

ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุใด
               สาเหตุเชื่อว่า เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม  ตัวการที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เรียกกว่า สารก่อภูมิแพ้ (allergens) หรือ สิ่งกระตุ้น ซึ่งอาจเข้าสู่ร่างกายทางระบบหายใจ  การรับประทานอาหาร  การสัมผัสทาง ผิวหนัง  หรือถูกกัดต่อยผ่านผิวหนัง การสัมผัสทางตา  ทางหู  หรือทางจมูก 

ปัจจุบันในประเทศไทย มีผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ มากน้อยเพียงใด
               อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ระบบทางเดิน หายใจ ได้แก่ โรคหืด และโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลก  สำหรับในประเทศไทยมีอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้สูงขึ้นทุกปี และมากถึง 3-4 เท่า ภายในเวลา 20 ปี
ขณะนี้ประเทศไทยมีอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ยดังนี้  คือ โรคจมูกอักเสบจาก ภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ ร้อยละ  23-50, โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้  หรือโรคหืด  ร้อยละ  10-15, โรคผื่นผิวหนัง อักเสบจากภูมิแพ้  ร้อยละ  15  และโรคแพ้อาหาร  ร้อยละ  5  โดยอุบัติการณ์ในเด็กจะสูงกว่าในผู้ใหญ่

ทำไมจึงมีแนวโน้มของผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอด
               วิถีชีวิตในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ระบบภูมิคุ้มกันจะ ถูกกระตุ้นโดยการติดเชื้อโรคน้อยลง ก็ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให ้อุบัติการณ์ ของโรคภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น (hygiene hypothesis) ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีทั้งระบบที่มีแนวโน้ม จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้  (TH-2) และระบบป้องกันการติดเชื้อ (TH-1)  เมื่อเด็กป่วยบ่อยโดยมีการติดเชื้อบ่อยๆ เช่น ป่วยเป็นโรคหัด หรือวัณโรค หรือมีการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ แล้วไม่ได้รับยาต้านจุลชีพ (อย่างเช่นในสมัยก่อน) มักจะมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อดี มีโอกาสเบี่ยงเบนไปเป็นโรคภูมิแพ้น้อย ในทางตรงกันข้ามเด็กในปัจจุบัน เมื่อมีการติดเชื้อทางเดินหายใจเพียงเล็กน้อย มักจะได้รับยาต้านจุลชีพ ทำให้ระบบป้องกันการติดเชื้อทำงานไม่ดีนัก มีโอกาสเบี่ยงเบนไปเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นสิ่งแวดล้อมซึ่งแย่ลงเรื่อยๆ ในปัจจุบันเป็นปัจจัยเสริมทำให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ มีจำนวนมากขึ้น เนื่องจากมลภาวะ เช่น ฝุ่นหรือควันในท้องถนน หรือจากโรงงานอุตสาหกรรม สามารถกระตุ้นทำให้เยื่อบุ ของระบบทางเดินหายใจมีความไวผิดปกติ ทำให้คนที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมที่ผิดปกติ แต่ยังไม่แสดงอาการ  มีโอกาสมีอาการ หรือเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น

โรคภูมิแพ้สามารถแบ่งได้เป็นกี่ชนิด

  1. โรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคแพ้อากาศ หรือจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, โรคหอบหืด หรือหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้
  2. โรคภูมิแพ้ผิวหนัง  เช่นโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้, โรคลมพิษ
  3. โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคแพ้อาหาร

โรคภูมิแพ้ชนิดใดที่พบบ่อยมากที่สุดในประเทศไทย และเพราะเหตุใดจึงพบโรคภูมิแพ้ชนิดนั้นได้บ่อยที่สุด
               โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ (โรคจมูกอักเสบจาก ภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ ร้อยละ  23-50 และ โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้  หรือโรคหืด  ร้อยละ  10-15) เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดที่พบบ่อยมากที่สุดในประเทศไทย
เนื่องจากโรคภูมิแพ้ผิวหนัง และโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินอาหารมักเกิดในเด็ก และมักหายได้เอง  นอกจากนั้นผู้ป่วยมักจะได้รับสารก่อภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจได้บ่อยและ สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าสารก่อภูมิแพ้ในระบบอื่น โดยเฉพาะตัวไรฝุ่น ซึ่งมักปะปนอยู่ในฝุ่น มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นสารก่อภูมิแพ้ต่อระบบทางเดินหายใจที่พบมากที่สุด

ตัวไรฝุ่นที่เป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ คืออะไร ส่วนใหญ่จะพบได้ที่ไหน
               สำหรับไรฝุ่นจัดเป็นสัตว์ขาข้อตระกูลเดียวกับ หิด แมงมุม แต่ตัวเล็กกว่ามาก มีขนาดเล็กประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร  มีสีขาวคล้ายฝุ่น วิ่งเร็ว อยู่ปะปนในฝุ่นจึงทำให้มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยาก     ต้องใช้กล้องขยายส่องดู                ไรฝุ่นและมูลเป็นสาเหตุสำคัญในการก่อโรคภูมิแพ้   ไรฝุ่น 2 ชนิดที่พบบ่อยในฝุ่นบ้านและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ โรคภูมิแพ้ ไรฝุ่นชนิดDermatophagoides pteronyssinus (DP) และ Dermatophagoides farinae (DF)    ห้องนอนคือแหล่งที่พบตัวไรฝุ่นอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก เพราะอุณหภูมิ และความชื้นที่พอเหมาะ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วในห้องนอน จะมีตัวไรฝุ่นอาศัยอยู่นับล้านตัว   พบมากตามที่นอน ผ้าปูที่นอน   หมอน ผ้าห่ม พรม และผ้าม่าน  ตัวไรฝุ่นอาศัยอยู่ด้วยการกินขี้ไคล และรังแคของคน

ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น มีอาการอย่างไร
               ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น มักจะมีอาการคัน  จาม  คัดจมูก  น้ำมูกไหล  คันตา แสบตา  เคืองตา  น้ำตาไหล  คันคอ ไอ หรือหอบหืดในเวลากลางคืนหรือช่วงตื่นนอน ซึ่งเป็นอาการของโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ (โรคแพ้อากาศ และโรคหอบหืด) และตา (เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้)

เราจะกำจัดตัวไรฝุ่นได้อย่างไร

  • นำ เครื่องนอนทุกชนิด เช่น ที่นอน หมอน ผ้าห่ม  มุ้ง ผ้าคลุมเตียง ออกตากแดดจัดๆ ทุกสัปดาห์ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที แสงแดดจัดจะทำให้ตัวไรถูกฆ่าตาย ลดจำนวนลงได้
  • ควร ซักทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มุ้ง ผ่าห่ม  ผ้าม่านและผ้าคลุมเตียงด้วยน้ำร้อนประมาณ 60 องซาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 30 นาที อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง (สัปดาห์ละ 1 ครั้งได้ก็ยิ่งดี) เพื่อฆ่าไรฝุ่นที่อาศัยอยู่
  • ไม่ควรใช้สาร เคมีที่ใช้ฆ่าตัวไรฝุ่นหรือสารเคมีที่ใช้ทำลายสารก่อภูมิแพ้ที่เกิดจากไร ฝุ่น เพราะมักทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ
  • ใช้ ผ้าคลุมไรฝุ่น คลุมที่นอน หมอน         ผ้ากันไรฝุ่นบางชนิดใช้วิธีทอให้เส้นใยถี่แน่น มีรูห่างของผ้าแคบมากจนตัวไรและมูลไม่สามารถเล็ดลอดได้  ผ้ากันไรฝุ่นบางชนิดใช้หลักการของการเคลือบด้วยสารฆ่าไรลงในเนื้อผ้าหรือบน ผิวผ้า      ผ้าหุ้มกันไรฝุ่นนี้ควรซักด้วยน้ำธรรมดาทุก 2 สัปดาห์   
  • เครื่องกรองอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศชนิดต่างๆ มีประโยชน์เฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่แขวนลอยในอากาศเท่านั้น ใช้ไม่ได้ผลกับตัวไรฝุ่น

      
นอกจากนั้นควรลดปริมาณฝุ่นโดย

  • ทำ ความสะอาดบ้าน โดยเฉพาะ ห้องนอน  ห้องทำงาน รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์,   พัดลม,    เครื่องปรับอากาศ  โดยใช้เครื่องดูดฝุ่น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง  แล้วถูด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง  ไม่ควรใช้ไม้กวาดหรือที่ปัดฝุ่น เพราะจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายมากขึ้น  ถ้าจำเป็นต้องทำความสะอาดเอง ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก หรือสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น ขณะทำความสะอาดด้วย นอกจากนั้นควรล้างแผ่นกรองฝุ่นของเครื่องปรับอากาศทุก 2 สัปดาห์
  • ควรใช้เตียงที่ไม่มีขา  ขอบเตียงควรแนบชิดกับพื้นห้อง  เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นขังอยู่ใต้เตียง
  • ควร ใช้หมอน หมอนข้าง  ที่นอน ที่ทำด้วยใยสังเคราะห์ หรือฟองน้ำ  ไม่ควรใช้ชนิดที่มีนุ่น, ขนเป็ด, ขนไก่ หรือขนนก อยู่ภายใน   ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรหุ้มพลาสติกหรือผ้าไวนิลก่อนสวมปลอกหมอนหรือคลุมเตียง เพื่อไม่ให้มีการฟุ้งกระจายของฝุ่น  หรืออาจใช้ผ้าคลุมที่นอน  ปลอกหมอน ที่ทำจากผ้าหุ้มกันไรฝุ่นร่วมด้วย  แล้วจึงปูผ้าปูที่นอนและใส่ปลอกหมอน   
  • ควรจัดห้องนอนให้โล่ง และมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นที่สุด อย่าให้มีมุมเก็บฝุ่นและไม่ควรใช้พรมปูพื้นห้อง พื้นควรเป็นไม้หรือกระเบื้องยาง   ไม่ควรใช้พรมหรือผ้าเช็ดเท้าหน้าเตียง  ไม่ควรมีกองหนังสือ หรือ กระดาษเก่าๆ       ควรเก็บหนังสือและเสื้อผ้าในตู้ที่ปิดมิดชิด   ไม่ควรใช้เฟอร์นิเจอร์ชนิดที่เป็นเบาะหุ้มผ้า  ควรทำพลาสติกหุ้มหรือใช้ชนิดที่เป็นหนังแท้ หรือหนังเทียม หรือเป็นไม้  ไม่ควรมีของเล่นสำหรับเด็กที่มีนุ่น หรือเศษผ้าอยู่ภายใน หรือ ของเล่นที่เป็นขนปุกปุย  หรือทำด้วยขนสัตว์จริง เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นที่กักเก็บฝุ่นได้   ไม่ควรใช้ผ้าม่าน ควรใช้มู่ลี่แทนเพราะทำความสะอาดง่าย

ในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้แต่ไม่แน่ใจว่าแพ้อะไร มีวิธีทดสอบอย่างไรบ้าง
               ใช้การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง คือการนำน้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในอากาศ เช่น ฝุ่นบ้าน ตัวไรในฝุ่น แมลงสาบ เกสรหญ้า วัชพืช เชื้อรา เป็นต้น มาทำการทดสอบที่ผิวหนังของผู้ป่วย  เพื่อให้ทราบว่าแพ้สารใด   ทำง่าย และราคาไม่แพง  สามารถทราบผลได้ทันที  ผู้ป่วยสามารถเห็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นด้วยตาของตนเอง

สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มีวิธีรักษาอย่างไร / สามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม
               มีวิธีรักษาอยู่หลายวิธี เช่น การดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยง หรือกำจัดสิ่งที่แพ้  , การใช้ยาเพื่อบรรเทา อาการ, การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ซึ่งเมื่อก่อนเราต้องนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ แต่ในปัจจุบันเราสามารถผลิตวัคซีนภูมิแพ้ไรฝุ่นได้มาตรฐานสากลครบวงจรเป็น ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้       
เนื่องจากโรคภูมิแพ้เป็นโรคทางพันธุกรรมจึงไม่หายขาด

ทำไม รพ. ศิริราชถึงเลือกที่จะผลิตวัคซีนภูมิแพ้ไรฝุ่น

  • ศูนย์ วิจัยไรฝุ่นและโรคภูมิแพ้ ของรพ. ศิริราชมีการเพาะเลี้ยงไรฝุ่นชนิด Dermatophagoides pteronyssinus และ Dermatophagoides farinae อยู่แล้วซึ่งเป็นไรฝุ่นที่พบบ่อยในฝุ่นบ้านและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ในคนไทย  ศูนย์นี้เป็นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีการเพาะเลี้ยงไรฝุ่นบริสุทธิ์ เอง เนื่องจากศูนย์เพาะเลี้ยง แห่งอื่นยังต้องซื้อตัวไรฝุ่นจากต่างประเทศเพื่อการวิจัยซึ่งมีราคาแพง มากกว่าที่ผลิตเองถึง 10 เท่า เนื่องจากขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยาก และไรฝุ่นมีอายุสั้นเพียง 2-3 ป ทำให้รพ. ศิริราชไม่ต้องเสียเงิน สั่งนำเข้าวัตถุดิบ   
  • ไรฝุ่นเป็นสารก่อภูมิแพ้ต่อระบบทางเดินหายใจที่พบได้มากที่สุด และเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่มีราคาแพง

  
วัคซีนที่ผลิตขึ้นจะเริ่มใช้ได้อย่างจริงจังเมื่อไร
               จริงๆ แล้ว รพ. ศิริราช ได้ผลิตน้ำยาสกัดจากไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ชนิดอื่นๆ เพื่อใช้
สำหรับตรวจทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง และใช้เป็นวัคซีนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้เองมานานกว่า 30 ปี  ปัจจุบันเราได้ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิต เพื่อให้ได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก และองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอาศัยความร่วมมือของภาคเอกชนและ จะนำขึ้นทะเบียนตามมาตรฐาน GMP ของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งคาดว่าประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี จะสามารถนำขึ้นทะเบียนและจัดจำหน่ายได้

ผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคภูมิแพ้ที่แพ้ไรฝุ่นเลย  จะสามารถรับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
หรือไม่
               วัคซีนภูมิแพ้ไรฝุ่น ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่แพ้ไรฝุ่น ดังนั้นไม่สามารถป้องกัน
การเกิดโรคภูมิแพ้ในคนปกติที่ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ได้ อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันการเป็นโรคหอบหืดได้

การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนเป็นอย่างไร    มีวิธีการฉีดอย่างไร
               คือใช้วัคซีนที่เตรียมจากสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้  มากระตุ้นให้ร่างกาย ของผู้ป่วยสร้างภูมิต้านทาน ต่อสิ่งที่แพ้ขึ้น     โดยวิธีฉีดเข้าในผิวหนังทีละน้อยๆ  ในระยะ 5-6 เดือนแรก จะฉีดสัปดาห์ละครั้ง      โดยฉีดที่แขนสลับข้างกัน  และค่อยๆ เพิ่มปริมาณของวัคซีนทีละน้อยตามลำดับ      หลังจากฉีดได้ขนาดสูงสุดเท่าที่ผู้ป่วยจะรับได้แล้ว  โดยไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น    จึงไม่เพิ่มขนาดของวัคซีน และค่อยๆ เพิ่มระยะห่างของการฉีดวัคซีนออกไปเป็นทุกๆ 2 และ 3 สัปดาห์ จนถึงฉีดเพียงเดือนละครั้ง   เพื่อกระตุ้นให้ภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นคงระดับสูงอยู่ได้ตลอดเวลา  และควรฉีดเดือนละครั้งไปนาน 3-5 ปี จึงจะพิจารณาหยุดฉีดได้   

หลังจากที่ได้รับการฉีดวัคซีนจนครบแล้ว ต้องฉีดวัคซีนอีกหรือไม่
               ถ้าไม่มีอาการ ไม่จำเป็น   แต่ถ้ามีอาการ และต้องการกลับมาฉีดอีก ก็สามารถทำได้

การฉีดวัคซีน มีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. เป็นการรักษาที่ตรงจุด  คือ แก้ไขที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีความผิดปกติในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้
  2. เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการมาก หรือรักษาด้วยยา หรือ วิธีการอื่นแล้วไม่ได้ผลดี หรือ ผู้ที่ใช้ยาแล้วมีผลข้างเคียงของยามาก หรือผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้
  3. ผู้ที่มีอาการของโรคหืดร่วมกับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  การฉีดวัคซีนจะช่วยให้อาการของโรคหืดทุเลาลงด้วย
  4. สำหรับ ผู้ที่มารับการฉีดวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ      อาการจะดีขึ้นประมาณร้อยละ 70-90   ขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้ และขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย

การฉีดวัคซีน จะมีผลข้างเคียงหรือข้อเสียอย่างไร

  1. อาจ ทำให้เกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้ เช่นเดียวกับการแพ้ยาฉีดชนิดอื่น หรือการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง อาจเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยเป็นอยู่แล้วมากขึ้น เช่น คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา คันคอ ไอ หรือหอบหืด ลมพิษ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน กล่องเสียงบวมเกิดการอุดตันของทางเดิน หายใจ และอาจถึงช็อคได้
  2. อาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือน กว่าจะเห็นผล  และต้องฉีดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

หลังจากที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

  1. ต้องนั่งพักให้แพทย์ดูอาการและสังเกตการบวมบริเวณที่ฉีดทุกครั้ง อย่างน้อย 30 นาที
  2. ห้ามออก กำลังกาย หรือทำงานหนัก  หลังฉีดวัคซีน อย่างน้อย 1 ชั่วโมง เนื่องจากจะทำให้สารก่อภูมิแพ้ที่ฉีด มีโอกาสดูดซึมไปทั่วร่างกายมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้
  3. หลัง ฉีด 24 ชั่วโมง ให้สังเกตการบวมหรือผื่นแดงบริเวณที่ฉีด และบันทึกไว้    และก่อนฉีดวัคซีนทุกครั้ง ควรรายงานแพทย์ว่ามีการบวม แดงบริเวณที่ฉีดครั้งที่แล้วหรือไม่  ขนาดเท่าใด และมีอาการผิดปกติอย่างอื่นหรือไม่    เพื่อแพทย์จะได้สั่งขนาดวัคซีนที่จะฉีดให้พอเหมาะ ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ได้
  4. ผู้ ป่วยควรดูแลรักษาสุขภาพทั่วไปให้ดี  โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ  กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานได้ดี ภายหลังได้รับการกระตุ้นจากวัคซีน  ซึ่งจะทำให้อาการโรคภูมิแพ้ดีขึ้นได้มากและเร็ว

ค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยจะถูกลงกว่าการนำเข้ามากน้อยเพียงใด
               การรักษาในครั้งหนึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 800-1,000 บาท และถ้าวัคซีนไรฝุ่นที่เราผลิตได้เองสามารถนำออกมาใช้ได้นั้นจะช่วยลดค่าใช้ จ่ายในการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ ร้อยละ 50 หรือประมาณ 360 ล้านบาทต่อปี

ในอนาคตจะมีการพัฒนาวัคซีนภูมิแพ้ประเภทไหนเพิ่มเติมบ้าง
               วัคซีนภูมิแพ้แมลงสาบ, เกสรหญ้า และวัชพืชชนิดฉีด เนื่องจากเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย รองลงมาจากไรฝุ่น  นอกจากนั้นจะมีการพัฒนาวัคซีนประเภทหยดเข้าไปในปาก บริเวณใต้ลิ้น (ชนิดรับประทาน) ซึ่งมีการนำมาใช้แล้วที่ต่างประเทศ มีข้อดีคือสะดวก, ไม่เจ็บ และใช้ในเด็กได้ดี

ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ถ้าไม่ได้รักษาจะเกิดอันตรายอะไรหรือไม่
               โรคภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น ไม่สามารถ นอนหลับ ได้ตามปกติ, เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่  และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ, ริดสีดวงจมูก, หูชั้นกลางอักเสบ, นอนกรน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ผิวหนังติดเชื้อ, ช็อคจากภาวะภูมิแพ้ที่เกิดทั่วร่างกาย (anaphylactic shock), ขาดออกซิเจนเฉียบพลัน อาจถึงแก่ชีวิตจากภาวะหอบหืดเฉียบพลัน (ในรายที่เป็นมากและรุนแรง  หลอดลมจะมีการตีบ แคบมาก ทำให้ไม่สามารถหายใจได้)     โรคภูมิแพ้นั้น สามารถรักษาให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้ สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนบุคคลปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้โดยปราศจากโรคแทรกซ้อน ทั้งนี้การรักษามิ ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ยาเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและ การปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง ของผู้ป่วยด้วย