Image
Login เข้าสู่ระบบ

การผ่าตัดผู้ป่วยนอนกรน

Last update: 16.04.2009


ปัญหา เรื่องนอนกรนเป็นปัญหาของการนอนหลับที่พบบ่อยในประเทศไทย แต่อุบัติการของการนอนกรน และ/ หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับในคนไทย ยังไม่ทราบแน่ชัด จากการศึกษาพบว่าอุบัติการของการนอนกรนและ/ หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นี้ ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าเมื่อก่อนมาก

 

ผศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

 

   

 

ปัญหาเรื่องนอนกรน (snoring) เป็นความผิดปกติของการนอนหลับที่พบบ่อยในประเทศไทย อุบัติการณ์ของการกรนในคนไทย พบได้ประมาณร้อยละ 26.4 ส่วนอุบัติการณ์ของภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (obstructive sleep apnea) ในคนไทย พบได้ประมาณร้อยละ 11.4 จากการศึกษาพบว่าอุบัติการณ์ของนอนกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับนี้ ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าเมื่อก่อนมาก

ในทางคลินิก การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรน และ/หรือมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ มีข้อคำนึงถึง 2 ประการคือ

1. ควรให้การวินิจฉัยแยกโรคให้ได้ว่าผู้ป่วยมีอาการนอนกรนเพียงอย่างเดียว (primary snoring) หรือมีภาวะก้ำกึ่งระหว่าง กรนธรรมดา และกรนอันตราย (upper airway resistance syndrome) หรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย นอกจากจะใช้อาการของผู้ป่วยแล้ว ควรส่งตรวจการนอนหลับ (sleep test or polysomnography) เพิ่มเติม ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัย

2. ควรหาตำแหน่งของการอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัยการตรวจร่างกายทางหู คอ จมูก และการตรวจเพิ่มเติมโดยใช้กล้องส่องตรวจในระบบทางเดินหายใจส่วนบน (upper airway endoscopy) ซึ่งจะช่วยบอกลักษณะ ตำแหน่ง และสาเหตุของการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนได้

การรักษา

แพทย์ควรอธิบายข้อดี และข้อเสีย ของการรักษาแต่ละชนิดแก่ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย เพื่อประกอบการตัดสินใจ การรักษามี 2 วิธีคือ

1. การรักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัด (non-surgical treatment) ได้แก่ การลดน้ำหนัก และการออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงยา หรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง การปรับเปลี่ยนท่าทางในการนอน เช่น นอนศีรษะสูงเล็กน้อย นอนในท่าตะแคง การใช้เครื่องมือช่วยทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น หรือไม่อุดกั้นขณะหลับ เช่น การใช้เครื่องมือทางทันตกรรม (oral appliance) เพื่อเลื่อนขากรรไกรล่างไปด้านหน้า การใช้เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน [continuous positive airway pressure (CPAP)]

2. การรักษาโดยวิธีผ่าตัด (surgical treatment)

จุดประสงค์ของการผ่าตัดคือ เพิ่มขนาดของทางเดินหายใจส่วนบนให้กว้างขึ้น และแก้ไขลักษณะทางกายวิภาคที่ผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่การอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจส่วนบน มีข้อบ่งชี้ คือ

  1. มีความผิดปกติทางกายวิภาค ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการนอนกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
  2. อาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับมีผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวและสังคมมาก เช่น ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงมาก เสียงกรนรบกวนคู่นอนมาก ทำให้นอนไม่หลับ
  3. ล้มเหลวจากการรักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัด เช่น มีปัญหาในการใช้เครื่อง CPAP หรือเครื่องมือทางทันตกรรม โดยผู้ป่วยยังมีอาการนอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับอยู่ หรือ มีโรคแทรกซ้อนจากภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ

หลักการคือพยายามหาสาเหตุของอาการนอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับและตำแหน่งของการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน และรักษาสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น การอุดกั้นในระดับจมูก อาจเกิดจากก้อนในโพรงจมูก หรือเยื่อบุจมูกบวม, ต่อมแอดีนอยด์ที่โพรงหลังจมูกโต บริเวณคอหอย อาจเกิดจากเพดานอ่อน และลิ้นไก่ที่ยาวผิดปกติ, ต่อมทอนซิล หรือโคนลิ้นที่โต ผู้ป่วยเด็กมักมีการอุดกั้นทางเดินหายใจระดับคอหอย และ/หรือหลังโพรงจมูก ซึ่งมักเกิดจากการที่มีต่อมทอนซิลและแอดีนอยด์โตผิดปกติ ผู้ใหญ่ที่มีอาการนอนกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับนั้นมากกว่าร้อยละ 90 มีการอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณคอหอยส่วนปาก (oropharynx) เช่น ต่อมทอนซิล เพดานอ่อน ลิ้นไก่ โคนลิ้น และมากกว่าร้อยละ 80 เช่นกัน ที่มักมีการอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณคอหอยส่วนกล่องเสียง (hypopharynx) อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน และเกิดจากลักษณะทางกายวิภาคของทางเดินหายใจส่วนบนที่ผิดปกติ ซึ่งบางครั้งยากที่จะบอกจุดที่มีการอุดกั้นนั้นๆ การเลือกชนิดของการผ่าตัดขึ้นกับลักษณะทางกายวิภาคของผู้ป่วยแต่ละราย โรคประจำตัว ความรุนแรงของอาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ความชอบหรือความต้องการของผู้ป่วยด้วย ผู้ป่วยบางราย อาจมีการอุดกั้นหลายระดับ ดังนั้นการทำผ่าตัดแก้ไขจุดใดจุดหนึ่งเพียงอย่างเดียว อาจไม่ช่วยแก้ไขอาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับให้ดีขึ้นมากนัก

ก่อนผ่าตัดรักษาผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนและ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ควรตรวจสอบภาวะแทรกซ้อนของ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับก่อน และถ้ามี ควรปรึกษาอายุรแพทย์ หรือกุมารแพทย์ รวมทั้งวิสัญญีแพทย์ เพื่อเตรียมผู้ป่วยทั้งก่อนผ่าตัดและดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดที่พบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับคือ ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจ จากการบวมของเนื้อเยื่อรอบๆ บริเวณผ่าตัด หรือ ภาวะมีน้ำท่วมปอด แต่พบน้อย

ชนิดของการผ่าตัดขึ้นกับตำแหน่งของการอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น

2.1 การผ่าตัดโพรงจมูก (nasal surgery) และ/หรือโพรงหลังจมูก (nasopharyngeal surgery) ทำในรายที่พยาธิสภาพของโพรงจมูก และ/หรือโพรงหลังจมูก มีส่วนในการทำให้เกิดการอุดกั้นในทางเดินหายใจ เช่น ผ่าตัดเอาริดสีดวงจมูกออก ในรายที่มีริดสีดวงจมูก, ผ่าตัดช่องจมูกและโพรงไซนัสด้วยกล้องเอนโดสโคป (endoscopic sinus surgery) ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง, ผ่าตัดแก้ไขผนังกั้นช่องจมูกคด, ผ่าตัดเอาต่อมแอดีนอยด์ออก ในรายที่มีต่อมแอดีนอยด์โต โดยเฉพาะในเด็ก, การแก้ไขภาวะโพรงจมูกหรือโพรงหลังจมูกตีบตันจากเนื้อเยื่อพังผืด ซึ่งเกิดจาการผ่าตัดหรือหลังฉายรังสีรักษา, การผ่าตัดลดขนาดของเยื่อบุจมูกในกรณีที่มีเยื่อบุจมูกอักเสบและบวมโตมาก โดยใช้แสงเลเซอร์ เครื่องจี้ไฟฟ้า หรือคลื่นความถี่วิทยุ (รูปที่ 1) ซึ่งจะมีประโยชน์ในรายที่จำเป็นต้องใช้ CPAP ต่อไปด้วย การให้ผู้ป่วยลองใช้ยาหดหลอดเลือดเฉพาะที่ (topical decongestant) ในจมูก ก่อนนอนติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 วัน แล้วให้คู่นอนสังเกตว่า อาการนอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ดีขึ้นหรือไม่ ก็จะช่วยทำนายได้ว่า หลังผ่าตัดแก้ไขภาวะอุดกั้นทางจมูกแล้ว อาการกรนจะดีขึ้นหรือไม่ มีการศึกษาพบว่าการรักษาให้อาการคัดจมูกดีขึ้น จะทำให้อาการนอนกรนน้อยลง การทำงานในเวลากลางวันดีขึ้น ความดันของ CPAP ที่ต้องใช้ในการแก้ไขการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนก็น้อยลงด้วย

2.2 2 การผ่าตัดบริเวณคอหอย (oropharyngeal surgery) ในรายที่มีประวัติได้รับการผ่าตัดต่อมทอนซิลมาก่อน แล้วมีอาการนอนกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ มักจะไม่ได้ประโยชน์จากการผ่าตัดแก้ไขบริเวณคอหอยมากนัก ในทางตรงกันข้าม การผ่าตัดแก้ไขบริเวณคอหอยนี้จะได้ผลดี ในผู้ป่วยที่ยังมีต่อมทอนซิลอยู่

  • การผ่าตัดต่อมทอนซิล (tonsillectomy) ทำในรายที่มีต่อมทอนซิลโตมาก จนอุดกั้นทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็ก ในรายที่มีต่อมทอนซิลที่โคนลิ้นโตมาก ก็อาจใช้แสงเลเซอร์ตัดออกได้ การผ่าตัดนี้เป็นการผ่าตัดที่อาศัยการดมยาสลบ
  • การผ่าตัดตกแต่งกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ผนังคอหอยให้ตึงและกระชับขึ้น (uvulopalatopharyngoplasty: UPPP) (รูปที่ 2) เป็นการผ่าตัดที่นิยมทำในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ โดยเป็นการผ่าตัดที่เอาต่อมทอนซิล ลิ้นไก่ และเนื้อเยื่อที่หย่อนยาน บริเวณผนังคอหอยออก และทำให้เพดานอ่อนสั้นลง เป็นการผ่าตัดในช่องปากโดยไม่มีแผลภายนอก และอาศัยการดมยาสลบ ใช้ในรายที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจอยู่ระดับเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และคอหอย เช่น มีลิ้นไก่หรือเพดานอ่อนที่ยาว ผนังคอหอยหนาและหย่อนยาน ซึ่งการผ่าตัดจะทำให้บริเวณดังกล่าวนี้กว้างขึ้น ทำให้อาการนอนกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับน้อยลงหรือดีขึ้นได้
  • การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อน และลิ้นไก่โดยใช้แสงเลเซอร์ (laser-assisted uvulopalatoplasty: LAUP) หรือคลื่นความถี่วิทยุ (radiofrequency-assisted uvulopalatoplasty: RAUP) ใช้รักษาอาการนอนกรนที่มีสาเหตุมาจากการอุดกั้นระดับเพดานอ่อนและลิ้นไก่ เช่นกัน สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เป็นการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่หย่อนยาน บริเวณลิ้นไก่และเพดานอ่อนออกทีละน้อยโดยใช้แสงเลเซอร์ หรือคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งจะทำให้อาการนอนกรนดีขึ้น และช่วยในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับที่ไม่รุนแรงมากนัก อาจต้องมาผ่าตัดเพิ่มหลายครั้ง ถ้าอาการของผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น
  • การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อน และลิ้นไก่โดยใช้มีด (uvulopalatal flap) เป็นการใช้มีดเลาะเอาชั้นเยื่อบุ และใต้เยื่อบุ ของเพดานอ่อนและลิ้นไก่ออก โดยตัดลิ้นไก่ออกบางส่วน แล้วเย็บลิ้นไก่ที่เหลือเข้ากับเนื้อเยื่อเพดานอ่อน วิธีนี้สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ข้อดีคือทำให้การเคลื่อนที่ของเพดานอ่อนยังเป็นปกติ ไม่ถูกรบกวนมากนัก การเจ็บแผลน้อย แผลหายเร็ว เกิดเนื้อเยื่อพังผืดหดรัดตัวได้น้อย ได้ผลดีในการรักษาอาการนอนกรนที่มีการอุดกั้นระดับเพดานอ่อน และลิ้นไก่
  • การฉีดสารที่เพดานอ่อน (injection snoreplasty)เป็นการฉีดสารที่ทำให้เนื้อเยื่อตาย (sclerosing agent)เข้าไปใต้เยื่อบุของเพดานอ่อน ทำให้เกิดพังผืด ซึ่งส่งผลให้การสั่นของเพดานอ่อน และอาการนอนกรนลดลง สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
  • การใช้เชือกไปร้อยโคนลิ้น แล้วมาผูกกับสกรูที่ยึดติดกับขากรรไกรล่างทางด้านหน้า (Repose®) (รูปที่ 3) ใช้ในการรักษาอาการนอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจระดับโคนลิ้น เพื่อกันไม่ให้ลิ้นตกไปด้านหลัง หรืออาจทำผ่าตัด โดยตัดบางส่วนของโคนลิ้นออกโดยใช้แสงเลเซอร์ เพื่อลดขนาดโคนลิ้น (laser midline glossectomy) หรือทำการผ่าตัดนำที่เกาะของกล้ามเนื้อลิ้น genioglossus มาด้านหน้า เพื่อให้ทางเดินหายใจหลังโคนลิ้นกว้างขึ้น โดยการเจาะกระดูกขากรรไกรล่าง (mandibular osteotomy with genioglossus advancement) การผ่าตัดดังกล่าวนี้มักทำในรายที่ยังมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับอยู่ หลังทำ UPPP
  • การใช้คลื่นความถี่วิทยุ (radiofrequency volumetric tissue reduction : RFVTR) เป็นการนำเข็มพิเศษ เข้าไปในเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เพดานอ่อน ต่อมทอนซิล โคนลิ้น หรือ เยื่อบุจมูก เพื่อส่งคลื่นความถี่สูง ที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนให้แก่เนื้อเยื่อรอบๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียสภาพ และการตายของเนื้อเยื่อขึ้นภายใน 1-2 เดือน หลังจากนั้นจะเกิดเนื้อเยื่อพังผืด เกิดการหด และลดปริมาตรของเนื้อเยื่อ วิธีนี้สามารถลดขนาดเนื้อเยื่อต่างๆที่อุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น อาการนอนกรนก็จะน้อยลง ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกขึ้น ปริมาณความร้อนที่เนื้อเยื่อได้รับจะต่ำกว่าการใช้เลเซอร์ จึงทำให้อาการปวดหรือเจ็บแผลหลังผ่าตัดน้อยกว่าการใช้เลเซอร์ ได้มีการศึกษาผลของการใช้คลื่นความถี่วิทยุในรายที่มีอาการคัดจมูกเรื้อรัง พบว่าคลื่นความถี่วิทยุสามารถลดอาการคัดจมูกได้ และผลนั้นยังคงอยู่ แม้หลังใช้ คลื่นความถี่วิทยุนานถึง 1 ปี ส่วนผลของคลื่นความถี่วิทยุต่อเพดานอ่อนก็ได้ผลดีเช่นกัน โดยมีการลดลงของอาการนอนกรน อาการง่วงผิดปกติในเวลากลางวัน วิธีนี้สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ผลของการลดขนาดของเนื้อเยื่อดังกล่าวจะเห็นชัดเจนใน 4-6 สัปดาห์ อาจทำซ้ำได้อีก ถ้าผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ วิธีนี้ง่ายในการทำ ผลข้างเคียงน้อยและได้ผลดี
  • การฝังพิลลาร์ (Pillar) เข้าไปในเพดานอ่อน (รูปที่ 4) เป็นการสอดแท่งเล็กๆ 3 แท่ง (ขนาดยาว 1.8 เซนติเมตร และ กว้าง 2 มิลลิเมตร) ซึ่งทำมาจากโพลิเอสเตอร์อันอ่อนนุ่มชนิดที่สามารถสอดใส่ในร่างกายมนุษย์ได้อย่างถาวร ฝังเข้าไปในเพดานอ่อนในปาก ด้วยเครื่องมือช่วยการใส่ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ พิลลาร์จะช่วยลดการสั่นสะเทือน หรือการสะบัดตัวของเพดานอ่อน และพยุงไม่ให้เพดานอ่อนในปากปิดทางเดินหายใจได้โดยง่าย และเมื่อเวลาผ่านไป เนื้อเยื่อของเพดานอ่อน รอบๆจะตอบสนองต่อแท่งพิลลาร์ โดยการเกิดพังผืด ช่วยเพิ่มความแข็งแรง สมบูรณ์ทางด้านโครงสร้างของเพดานอ่อนในปากมากขึ้น ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น หายใจได้สะดวกขึ้น วิธีนี้จะได้ผลในผู้ป่วยที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจระดับเพดานอ่อนเท่านั้น เช่น เพดานอ่อนยาวกว่าปกติ

2.3 การผ่าตัดบริเวณคอหอยส่วนกล่องเสียง (hypopharyngeal surgery)

  • การผ่าตัดตกแต่งกล่องเสียงส่วนบน (supraglottoplasty) เป็นการผ่าตัดในรายที่มีเนื้อเยื่อที่หย่อนยาน บริเวณฝาปิดกล่องเสียงหรือบริเวณรอบข้าง
  • การผ่าตัดเย็บร้อยกระดูกไฮออยด์เข้ากับกระดูกไทรอยด์ (thyrohyoid suspension) (รูปที่ 5) ทำให้กล้ามเนื้อของลิ้นถูกดึงมาข้างหน้าและลงล่าง ทำให้ทางเดินหายใจระดับคอหอยส่วนกล่องเสียงกว้างขึ้น
  • การใช้เชือกไปร้อยกระดูกไฮออยด์แล้วมาผูกกับสกรูที่ยึดติดกับขากรรไกรล่างทางด้านหน้า (Repose® hyoid advancement procedure) เพื่อขยายขนาดของคอหอยส่วนกล่องเสียง
  • การผ่าตัดเลื่อนกระดูกบริเวณใบหน้า (maxillo-mandibular advancement) (รูปที่ 6) โดยการเลื่อนขากรรไกรล่าง มาด้านหน้า ทำให้ทางเดินหายใจหลังโคนลิ้นกว้างขึ้น เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องใช้เวลานาน แต่ผลของการผ่าตัดดีมาก เช่น ใช้ในรายที่มีโครงสร้างของกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก หรือคางถอยร่นมาด้านหลัง หรือใช้ในรายที่ล้มเหลวจากการผ่าตัดโดยวิธีอื่นๆ  

2.4 การผ่าตัดอื่นๆ เช่น

  • การเจาะคอ (tracheostomy) เป็นการช่วยเปิดทางเดินหายใจโดยไม่ให้ผ่านช่วงระบบทางเดินหายใจส่วนบน ที่มีการอุดกั้น อาจใช้ในการเตรียมทางเดินหายใจก่อนผ่าตัดบางราย มีข้อบ่งชี้ในการทำคือ มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดรุนแรง, ล้มเหลวจากการรักษาโดยวิธีอื่นๆ, มีหัวใจซีกขวาล้มเหลวจากความดันเลือดในปอดสูง, มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำชนิดรุนแรง, มีหัวใจเต้นผิดจังหวะช่วงกลางคืนที่รุนแรง, มีอาการง่วงนอนอย่างมาก จนทำอะไรไม่ได้

การผ่าตัดไม่ได้ทำให้อาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจหายขาด หลังผ่าตัดอาการนอนกรนและ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจยังเหลืออยู่ หรือ มีโอกาสกลับมาใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สิ่งสำคัญ คือ

  1. ต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี อย่าให้เพิ่ม เนื่องจากการผ่าตัดเป็นการขยายทางเดินหายใจที่แคบให้กว้างขึ้น ถ้าน้ำหนักเพิ่มหลังผ่าตัด ไขมันจะไปสะสมอยู่รอบผนังช่องคอ ทำให้กลับมาแคบใหม่ได้ ซึ่งจะทำให้อาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับกลับมาเหมือนเดิม หรือแย่กว่าเดิมได้
  2. ต้องหมั่นออกกำลังกายเสมอให้กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนตึงตัวและกระชับ เนื่องจากหลังผ่าตัด เมื่ออายุผู้ป่วยมากขึ้น เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนจะหย่อนยานตามอายุ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกลับมาแคบใหม่ การออกกำลังกายจะช่วยให้การหย่อนยานดังกล่าวช้าลง

โดยสรุป ผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ที่มีความผิดปกติทางกายวิภาค ที่สามารถเห็นได้ชัดเจนและสามารถแก้ไขได้ อาจพิจารณาทำผ่าตัด ส่วนในรายที่ไม่พบความผิดปกติทางกายวิภาคที่สามารถแก้ไขได้ จะทำการผ่าตัดแก้ไข ก็ต่อเมื่อให้การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น หรือผู้ป่วยไม่อยากใช้เครื่อง CPAP หรือ oral appliance หลังผ่าตัดควรติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง แม้อาการนอนกรน ของผู้ป่วยจะหายไปหลังผ่าตัด แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ หลงเหลืออยู่ได้ ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยพอใจอาการต่างๆ แล้ว ควรมาตรวจการนอนหลับซ้ำหลังผ่าตัดประมาณ 6 เดือนเพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับหลงเหลืออยู่ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ทั้งวิธีการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ร่วมกันเพื่อผลการรักษาที่ดี

Download File