Image
Login เข้าสู่ระบบ

จมูกไม่ได้กลิ่น

Last update: 16.04.2009


การ รับกลิ่นนับเป็นประสาทสัมผัสพิเศษที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์เรา ในสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำการรับกลิ่นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหาร ป้องกันอันตราย หรือแม้แต่การสืบเผ่าพันธ์ ความสำคัญของการรับกลิ่นดูจะน้อยลงในสิ่งมีชิวิตที่มีวิวัฒนาการสูงขึ้น และมีประสาทสัมผัสพิเศษอื่น ๆ พัฒนามากขึ้น เช่น การได้ยินและการมองเห็น แต่การรับกลิ่นก็ยังมีความสำคัญสำหรับมนุษย์ อีกทั้งยังมีพฤติกรรมของมนุษย์หลายอย่างที่คาดว่าอาจมีผลมาจากการรับกลิ่น

ผศ.นพ.ประยุทธ ตันสุริยวงษ์
ภาควิชาโสต นาสิกลาริงซ์วิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 


 

การ รับกลิ่นนับเป็นประสาทสัมผัสพิเศษที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์เรา ในสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำการรับกลิ่นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหาร ป้องกันอันตราย หรือแม้แต่การสืบเผ่าพันธ์ ความสำคัญของการรับกลิ่นดูจะน้อยลงในสิ่งมีชิวิตที่มีวิวัฒนาการสูงขึ้น และมีประสาทสัมผัสพิเศษอื่น ๆ พัฒนามากขึ้น เช่น การได้ยินและการมองเห็น แต่การรับกลิ่นก็ยังมีความสำคัญสำหรับมนุษย์ อีกทั้งยังมีพฤติกรรมของมนุษย์หลายอย่างที่คาดว่าอาจมีผลมาจากการรับกลิ่น

การรับกลิ่นและการรับรสเป็นประสาทสัมผัสพิเศษที่มีความสัมพันธ์กับอย่างมาก เนื่องจากมนุษย์เราจะนำการรับกลิ่นไปร่วมแปลเป็นความรู้สึกของการรับรสด้วย เช่น เมื่อเราเป็นหวัด จมูกไม่ค่อยได้กลิ่น เราจะรู้สึกว่ารสชาติของอาหารไม่ค่อยอร่อย ทั้งที่การรับรสของเรายังปกติดี ผู้ป่วยที่มีปัญหาการรับกลิ่นได้น้อยลงนอกจากจะทำให้ความพึงพอใจในรสชาติของอาหาร และกลิ่นหอมของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวน้อยลงแล้ว ยังอาจทำให้ขาดสันญาณเตือนภัยในการดำรงชีวิต เช่น อันตรายจากการเกิดแก๊สรั่ว หรือการกินอาหารบูดเน่า

ปัญหา การรับกลิ่นได้น้อยลงมีสาเหตุใหญ่ ๆ 3 ประการ คือ อุบัติเหตุทางศีรษะ, การติดเชื้อไวรัสจากการเป็นหวัด และโรคทางช่องโพรงจมูกและไซนัส สาเหตุสองประการแรกจะทำให้เกิดการสูญเสียการรับกลิ่นแบบปลายประสาทเสื่อม (Sensory loss) ส่วนสาเหตุที่สามจะเป็นแบบช่องจมูกถูกอุดตัน(Conductive loss) นอกจานี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจพบได้บ้าง เช่น การสูดรับสารพิษอย่างรุนแรง, โรคทางระบบประสาทและโรคพันธุกรรมบางอย่าง, โรคทางเมตะบอลิสม เช่น เบาหวาน, ภาวะต่อมทัยรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ นอกจากนี้อาจเป็นการเสื่อมสภาพของประสาทรับกลิ่นไปตามอายุอีกด้วย

การ สูญเสียการรับกลิ่นจากอุบัติเหตุทางศีรษะมักเกิดจากการกระแทกที่รุนแรงทาง ด้านหน้าหรือท้ายทอย ทำให้เกิดการกระชากอย่างรุนแรงของประสาทรับกลิ่นที่ผ่านลงมาในช่องจมูก นอกจากนี้หากมีการแตกหักของกระดูกบริเวณรอบ ๆ ประสาทรับกลิ่นก็อาจทำให้ปลายประสาทขาดได้ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องสลบ ผู้ป่วยอาจรู้สึกทันทีว่ามีการสูญเสียการดมกลิ่นอย่างฉับพลัน หรือทราบภายหลังอุบัติเหตุไม่นานนักเมื่อเริ่มสังเกตว่าไม่ได้กลิ่น ส่วนการสูญเสียจากการติดเชื้อไวรัสหวัดจะเป็นพร้อม ๆ การเป็นหวัด อาจเป็นการเป็นหวัดที่รุนแรงหรือเป็นนาน ระหว่างที่เป็นหวัดนั้นผู้ป่วยไม่ได้กลิ่น และเมื่ออาการหวัดหายไปแล้วผู้ป่วยก็ยังคงไม่ได้กลิ่น การสูญเสียการรับกลิ่นจากทั้งสองกรณีจะมีโอกาสกลับมาปกติได้เองโดยเฉพาะใน ช่วง 6 เดือนแรก ยังไม่พบว่ามีการรักษาใดจะช่วยในการกลับมาของการรับกลิ่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าปลายประสาทมีการถูกทำลายไปมากน้อยเพียงใด ส่วนการสูญเสียการรับกลิ่นจากการอุดตันของช่องจมูกหรือบริเวณรับกลิ่นในโพรง จมูก จะทำให้กลิ่นไม่สามารถขึ้นไปกระตุ้นปลายประสาทรับกลิ่นได้ อาจเป็นจากการอักเสบของโพรงจมูกจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้เยื่อบุช่องโพรงจมูกบวม หรือริดสีดวงจมูกและเนื้องอกของช่องจมูกและโพรงไซนัสที่อุดตันบริเวณรับ กลิ่น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักมีอาการทางจมูกอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรืออาการอื่น ๆ ของโรคนั้น ๆ อาการไม่ได้กลิ่นจะเป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป อาจมีบางครั้งได้กลิ่นดีและแย่ลงสลับกันไปมาขึ้นอยู่กับอาการคัดจมูก

การสูญเสียการรับกลิ่นจากสาเหตุนี้สามารถทำการรักษาได้ดี โดยทำการรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุให้ช่องโพรงจมูกบวมและอุดตัน ทั้งโดยการใช้ยาและวิธีผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคที่เป็นสาเหตุนั้น ๆ

ผู้ป่วยที่จมูกไม่ได้กลิ่นจึงควรได้รับการซักประวัติ ตรวจช่องโพรงจมูกและไซนัส และประเมินสมรรถภาพการรับกลิ่น เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุและทำการรักษาได้ถูกต้อง ปัจจุบันการตรวจประเมินสมรรถภาพการรับกลิ่นยังทำได้ไม่ดีเท่าการมองเห็นหรือการได้ยิน แต่ก็ได้มีการพัฒนาวิธีต่าง ๆ มากมายในการประเมินดังกล่าว เพื่อ

1. ประเมินว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติจริง

2. ตรวจหาผู้ป่วยที่อาจแกล้งทำเพื่อประโยชน์บางอย่าง (malingering)

3. อาจช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคทางระบบประสาทบางอย่าง

4. ติดตามผลการรักษาทั้งทางอายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ในโรคที่มีความผิดปกติดังกล่าว

5. ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเพื่อที่จะสามารถเข้าใจถึงความผิดปกติและปรับตัวได้หากไม่สามารถรักษาได้

6. การคิดค่าตอบแทนในกรณีผู้ป่วยมีความผิดปกติดังกล่าวจากงานหรืออุบัติเหตุ