Image
Login เข้าสู่ระบบ

Botulinum Toxin ชนิด A : เทคนิคหนึ่งที่ช่วยให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้น

Last update: 08.09.2014


 

Botulinum Toxin ชนิด A : เทคนิคหนึ่งที่ช่วยให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้น

รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


 

 

 

               “โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ เป็นโรคที่มีการอักเสบของเยื่อบุจมูกเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัน, จาม, คัดจมูก, น้ำมูกไหล ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง ทั้งการเรียน, การทำงาน, และการนอน รวมถึงอารมณ์ของผู้ป่วยด้วย

                ระบบประสาทอัตโนมัติที่มาเลี้ยงเยื่อบุจมูกมี 2 ระบบใหญ่ๆ คือ

               1) ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic system) ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้น จะทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวม เนื่องจากเส้นเลือดที่มาเลี้ยงเยื่อบุจมูกหดตัว ตัวอย่างของการกระตุ้นระบบนี้ ได้แก่ การออกกำลังกายที่ทำให้จมูกโล่ง และอาการคัดจมูกลดลง
               2) ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic system) ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้น จะทำให้เยื่อบุจมูกบวม ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก เนื่องจากเส้นเลือดที่มาเลี้ยงเยื่อบุจมูกขยายตัว นอกจากนั้นจะทำให้ต่อมสร้างน้ำมูกทำงานมากขึ้น ทำให้มีน้ำมูกใสไหลออกมา หรือไหลลงคอ กลายเป็นเสมหะ

               โบท็อกซ์ (BOTOX®) หรือ โบทูลินั่มท็อกซิน (Botulinum toxin) เป็นสารที่สกัดมาจากเชื้อ Clostridium botulinum มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการเสริมสวย ความงาม ในการลดริ้วรอย หรือรอยย่นบริเวณใบหน้า นอกจากนั้นยังมีการใช้โบทูลินั่มท็อกซิน รักษาโรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง (muscle dystonia and spasticity), หนังตากระตุก (blepharospasm), หน้ากระตุกครึ่งซีก (hemifacial spasm), สายเสียงหดเกร็ง (spasmodic dysphonia), น้ำลายไหลผิดปกติ (sialorrhea), ตาเข (strabismus), กลืนลำบากจากกล้ามเนื้อในช่องคอทำงานผิดปกติ (cricopharyngeal dysfunction), ปวดศีรษะจากความเครียด (tension headache)
                โบทูลินั่มท็อกซินชนิด A (BTX-A) ยับยั้งการหลั่งอะเซทิลโคลีน (acetylcholine) ซึ่งเป็นสื่อในการนำกระแสประสาทจากปลายประสาท บริเวณรอยต่อระหว่างปลายประสาทและกล้ามเนื้อ (neuromuscular junction) และรอยต่อระหว่างปลายประสาทและต่อมสร้างน้ำมูก (neuroglandular junction) เนื่องจากอะเซทิลโคลีน เป็นสารสื่อประสาทที่สำคัญในระบบประสาทพาราซิมพาเทติก การยับยั้งการหลั่งอะเซทิลโคลีนนี้ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ อาจช่วยลดอาการคัดจมูก, น้ำมูกไหล, คัน, จามได้โดย
                - ลดหรือยับยั้งการหลั่งของอะเซทิลโคลีน จาก ปลายประสาทระบบพาราซิมพาเทติกในเยื่อบุจมูก
                - กระตุ้นทำให้เกิดการตายของต่อมสร้างน้ำมูก และสารคัดหลั่งในเยื่อบุจมูก
                - ยับยั้งการหลั่งของสารที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว (vasoactive intestinal peptides) ทำให้อาการคัดจมูกลดลง                 ฤทธิ์ในการยับยั้งการนำกระแสประสาทระบบพาราซิมพาเทติกของ BTX-A นั้นอยู่ชั่วคราว มีการศึกษาหลายการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า การใช้ BTX-A สามารถช่วยลดอาการทางจมูกของผู้ป่วยโรคเยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรัง (chronic rhinitis) หรือ จมูกอักเสบภูมิแพ้ได้ เช่น
                Shaari และคณะในปี ค.ศ. 1995 แสดงให้เห็นว่า การนำผ้าก๊อซที่ใส่ BTX-A จำนวน 50 ยูนิต เข้าไปในจมูกสุนัขข้างหนึ่งเป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมง สามารถลดอาการน้ำมูกไหลได้ร้อยละ 41 หลังจากกระตุ้นให้สุนัขมีน้ำมูกไหลโดยใช้ไฟฟ้า ณ วันที่ 6 หลังจากใส่ BTX-A เข้าไปในจมูกสุนัข เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ผ้าก๊อซที่ใส่น้ำเกลือเข้าไปในจมูกอีกข้างหนึ่งของสุนัข
                Kim และคณะในปี ค.ศ. 1998 ได้ศึกษาประสิทธิภาพของการฉีด BTX-A เข้าไปในเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบเรื้อรัง โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม
                 - กลุ่มหนึ่งได้รับการฉีด BTX-A 4 ยูนิต เข้าไปในโพรงจมูกแต่ละข้าง (รวม 8 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
                - อีกกลุ่มหนึ่งได้รับการฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกแต่ละข้าง
                ผู้พบว่า BTX-A สามารถลดอาการน้ำมูกไหล และจำนวนกระดาษชำระที่ผู้ป่วยต้องใช้ในการสั่งน้ำมูก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการฉีดน้ำเกลือ และผลดังกล่าวเริ่มเห็นชัดหลังฉีด 1 สัปดาห์ และอยู่นานประมาณ 4 สัปดาห์ หลังจากได้ติดตามผู้ป่วยจนถึงเดือนที่ 6 หลังฉีด โดยที่ BTX-A ไม่ช่วยบรรเทาอาการจาม และคัดจมู

                Rohrbach และคณะในปี ค.ศ. 2001 ได้ศึกษาผลของการฉีด BTX-A 20 ยูนิต และน้ำเกลือ เข้าไปในเยื่อบุจมูกของหมูที่เวลา 10 วัน และ 3 เดือนหลังฉีด พบว่า ณ วันที่ 10 หลังฉีด หมูกลุ่มที่ได้รับการฉีด BTX-A มีการเสื่อมและการตายของต่อมสร้างน้ำมูกในเยื่อบุจมูก ขณะที่กลุ่มที่ได้รับการฉีดน้ำเกลือ มีต่อมสร้างน้ำมูกที่ปกติ และไม่มีการตายของต่อมสร้างน้ำมูก ณ เวลา 3 เดือนหลังฉีด BTX-A พบว่า ต่อมสร้างน้ำมูกส่วนใหญ่ปกติ มีการตายของต่อมสร้างน้ำมูกบางต่อม แสดงให้เห็นว่า BTX-A ทำให้ต่อมสร้างน้ำมูกของเยื่อบุจมูกตายชั่วคราวนานประมาณ 12 สัปดาห์
               Unal และคณะในปี ค.ศ. 2003 ได้ศึกษาประสิทธิภาพของ BTX-A ในการบรรเทาอาการทางจมูกของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 ได้รับการฉีด BTX-A ปริมาณ 20 ยูนิต ในโพรงจมูกแต่ละข้าง (รวม 40 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 2 ได้รับการฉีด BTX-A ปริมาณ 30 ยูนิต ในโพรงจมูกแต่ละข้าง (รวม 60 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 3 ได้รับการฉีดน้ำเกลือ
               ทั้ง 3 กลุ่ม ได้รับการประเมินอาการน้ำมูกไหล, คัดจมูก, จาม, คัน หลังฉีด 1, 2, 4, 6 และ 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับการฉีด BTX-A (ทั้งกลุ่มที่ 1 และ 2) มีอาการคัดจมูก, คัน, จาม, น้ำมูกไหลดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการฉีดน้ำเกลือ (กลุ่มที่ 3) โดยกลุ่มที่ 1 และ 2 ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเริ่มเห็นผลของการรักษา 1 สัปดาห์หลังฉีด และผลในการบรรเทาอาการของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ อยู่ได้นานถึง 8 สัปดาห์หลังฉีด
               Wang และคณะ ในปี ค.ศ. 2003 ศึกษาผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ ที่ได้รับการฉีด BTX-A จำนวน 5 ยูนิต ในโพรงจมูกแต่ละข้าง (รวม 10 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง) ผู้ป่วยทุกราย มีอาการน้ำมูกไหลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาการจาม และคัดจมูกลดลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งการลดลงของอาการน้ำมูกไหลนั้นอยู่นานประมาณ 6 สัปดาห์โดยเฉลี่ย มีผู้ป่วย 12 ราย ที่รู้สึกว่าจมูกแห้งหลังฉีด และยังได้ศึกษาผลของ BTX-A ต่อเยื่อบุจมูกของหมูทดลอง โดยนำหมูมาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 ได้นำ BTX-A 10 ยูนิต ใส่ในวัสดุห้ามเลือดที่ใช้ในโพรงจมูก แล้วใส่เข้าไปในโพรง
จมูกแต่ละข้างเป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมง (รวม 20 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 2 ได้นำน้ำเกลือใส่ในวัสดุห้ามเลือดที่ใช้ในโพรงจมูก แล้วใส่เข้าไปในโพรงจมูกเป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมง
               และได้ตัดเยื่อบุจมูกไปตรวจ 7, 14, 28 วันหลังใส่ BTX-A หรือน้ำเกลือเข้าไปในจมูกหมู พบว่า วันที่ 7 และ 14 หลังใส่ BTX-A เข้าไปในโพรงจมูก มีการเสื่อมของต่อมสร้างน้ำมูก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้น้ำเกลือ ซึ่งต่อมสร้างน้ำมูกเป็นปกติดี ขณะที่วันที่ 28 หลังใส่ BTX-A เซลล์ของต่อมสร้างน้ำมูกกลับมาปกติหมด แสดงให้เห็นถึงผลชั่วคราวของ BTX-A ต่อต่อมสร้างน้ำมูกในเยื่อบุจมูก
               Wen และคณะในปี ค.ศ. 2004 ได้ศึกษาผลของ BTX-A ในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้โดยแบ่งหนู เป็น 3 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 : หนูปกติ
               • กลุ่มที่ 2 : หนูที่ถูกกระตุ้นให้เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้
               • กลุ่มที่ 3 : หนูที่ถูกกระตุ้นให้เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และได้ BTX-A
               และได้มีการนำเยื่อบุจมูกไปตรวจทางพยาธิวิทยา พบว่าหนูที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และได้ BTX-A มีปริมาณน้ำมูกน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ BTX-A อย่างมีนัยสำคัญ และผลทางพยาธิวิทยาพบว่า หนูกลุ่มที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ที่ไม่ได้ BTX-A มีการบวมของเยื่อบุจมูก และมีเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ มากมาย ส่วนกลุ่มที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ที่ได้ BTX-A พบว่า เยื่อบุจมูกไม่บวม มีเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบน้อยมาก BTX-A จึงช่วยลดความไวของเยื่อบุจมูก โดยลดปริมาณของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในเยื่อบุจมูก
               Ozcan และคณะในปี ค.ศ. 2006 ได้ศึกษาประสิทธิภาพของ BTX-A ในการรักษาผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ โดยแบ่งผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 ได้รับการฉีดน้ำเกลือเข้าไปที่เยื่อบุจมูก
               • กลุ่มที่ 2 ได้รับ BTX-A โดยการฉีดจำนวน 10 ยูนิต เข้าไปในเยื่อบุจมูกแต่ละข้าง (รวม 20 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 3 ได้รับ BTX-A โดยการฉีดจำนวน 20 ยูนิต เข้าไปในเยื่อบุจมูกแต่ละข้าง (รวม 40 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               พบว่ากลุ่มที่ได้รับ BTX-A ทั้ง 2 กลุ่ม มีอาการทางจมูก (คัดจมูก, จาม, น้ำมูกไหล) น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยอาการจะลดลงหลังฉีด BTX-Aไปแล้ว 1 สัปดาห์ แต่อาการจะเพิ่มขึ้นหลังจากฉีด BTX-A ไปแล้ว 8 สัปดาห์
               Wen และคณะในปี ค.ศ. 2007 ศึกษาประสิทธิภาพของการใส่ BTX-A เข้าไปในโพรงจมูกของหนูที่ทำให้เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ว่าสามารถลดอาการของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้หรือไม่ โดยนำหนูมากระตุ้นให้เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ แล้วหยอดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในจมูกของหนูทุก 2 วัน เป็นระยะเวลา 10 วัน แล้วแบ่งหนูที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ออกเป็น 2 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 ใช้สำลีชุบ BTX-A 10 ยูนิต แล้วนำไปใส่ไว้ในโพรงจมูกหนูแต่ละข้าง เป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมง (รวม 20 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุม ไม่ได้รับการรักษาด้วย BTX-A
               พบว่า กลุ่มที่ 1 ซึ่งได้รับการรักษาด้วย BTX-A มีอาการน้ำมูกไหล, คัน, จามลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม การหยอดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในจมูกของหนูกลุ่มที่ได้รับ BTX-A ไม่ทำให้เกิดอาการของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ เมื่อทำการตรวจเยื่อบุจมูกหนูในกลุ่มที่ 1 ทางพยาธิวิทยา พบว่า มีการเหี่ยวฝ่อของต่อมสร้างน้ำมูก และไม่มีการอักเสบของเยื่อบุจมูก ที่เป็นลักษณะจำเพาะในโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ให้เห็น
               Sapci และคณะในปี ค.ศ. 2008 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฉีด BTX-A และการให้ยาลดน้ำมูกชนิดพ่นเข้าไปในโพรงจมูก [ipratropium bromide (IB) nasal spray] ในการรักษาอาการน้ำมูกไหลของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ โดยนำผู้ป่วยมาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 ได้รับการฉีด BTX-A เข้าไปในโพรงจมูกทั้ง 2 ข้าง (5 ยูนิตในโพรงจมูกแต่ละข้าง รวม 10 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 2 ได้รับยาลดน้ำมูกชนิดพ่นเข้าไปในโพรงจมูก วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์
               • กลุ่มที่ 3 ได้น้ำเกลือ
               ผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่ม ได้รับการประเมินอาการน้ำมูกไหล ก่อนการรักษา และที่ 1, 2 , 4, 8 และ 12 สัปดาห์ หลังการรักษา พบว่ากลุ่มที่ได้รับ BTX-A มีน้ำมูกไหลลดลงร้อยละ 41.2 ในสัปดาห์ที่ 2 หลังฉีด (น้ำมูกไหลที่ลดลง เริ่มเห็นชัดหลังฉีด BTX-Aไปแล้ว 1 สัปดาห์) ส่วนกลุ่มที่ได้รับ IB มีน้ำมูกไหลลดลงร้อยละ 61.4 ขณะที่กลุ่มที่ได้รับน้ำเกลือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอาการน้ำมูกไหล โดยผลดังกล่าวยังคงอยู่หลังให้การรักษาไปแล้ว 8 สัปดาห์ การรักษาด้วย BTX-A จึงได้ผลในการรักษาใกล้เคียงกับ IB ในการลดอาการน้ำมูกไหลในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้
               Yang และคณะในปี ค.ศ. 2008 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฉีด BTX-A และการฉีดสเตียรอยด์เข้าไปในเยื่อบุจมูก ในการบรรเทาอาการทางจมูกของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (ผู้ป่วยไม่ทราบว่าได้รับการฉีดอะไรเข้าไปในโพรงจมูก) โดยแบ่งผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ออกเป็น 3 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 ได้รับการฉีด BTX-A จำนวน 25 ยูนิต เข้าไปใน]โพรงจมูกแต่ละข้าง (รวม 50 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 2 ได้รับการฉีดสเตียรอยด์ (triamcinolone) จำนวน 20 มิลิกรัมเข้าไปในโพรงจมูกแต่ละข้าง (รวม 40 มิลิกรัมสำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 3 ได้รับการฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูก แต่ละข้าง
               ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับการฉีด BTX-A และสเตียรอยด์ มีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการฉีดน้ำเกลือ และ BTX-A สามารถลดอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหลได้ดีกว่าสเตียรอยด์ และผลของ BTX-A ยังคงอยู่ หลังฉีดไปแล้วนานถึง 8 สัปดาห์
               Rohrbach และคณะในปี ค.ศ. 2009 ได้ศึกษาประสิทธิภาพของการนำสำลีชุบ BTX-A วางในจมูกของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ ในการลดอาการต่างๆทางจมูกของผู้ป่วย โดยนำผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 ได้รับสำลีชุบ BTX-A 40 ยูนิต วางภายในโพรงจมูกแต่ละข้างนาน 30 นาที (รวม 80 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 2 ได้รับสำลีชุบน้ำเกลือ วางภายในโพรงจมูกแต่ละข้างนาน 30 นาที
               พบว่า กลุ่มที่ได้รับ BTX-A มีอาการน้ำมูกไหล และจาม ลดลงมากกว่ากลุ่มที่ได้น้ำเกลืออย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่สามารถลดอาการคัดจมูกได้ และผลดังกล่าวอยู่ได้นานถึง 12 สัปดาห์หลังได้รับ BTX-A
               Hashemi และคณะในปี ค.ศ. 2013 ได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฉีด BTX-A เข้าไปในเยื่อบุจมูก กับยาแก้แพ้ cetirizine ในการรักษาผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โดยนำผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ มาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 ได้รับการฉีดเยื่อบุจมูกด้วย BTX-A (Dysport®) จำนวน 75 ยูนิต ในโพรงจมูกแต่ละข้าง (รวม 150 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 2 ได้รับยา cetirizine ขนาด 10 มิลลิกรัมต่อวัน
               พบว่าผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่ม มีอาการทางจมูกและคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าก่อนให้การรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของอาการทางจมูกระหว่าง 2 กลุ่ม ตลอดระยะเวลา 2 เดือนหลังการรักษา ผลข้างเคียงของการฉีด BTX-A ที่พบ ได้แก่ จมูกแห้ง (ร้อยละ 4), เลือดกำเดาไหล (ร้อยละ 4) การฉีด BTX-A มีข้อได้เปรียบ คือ ให้การรักษาเพียงครั้งเดียว แล้วอยู่ได้นาน ทำให้ผู้ป่วยร่วมมือในการรักษามากกว่าการกินยาแก้แพ้ ซึ่งต้องกินทุกวัน
               Abtahi และคณะในปี ค.ศ. 2013 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฉีด BTX-A เข้าที่เยื่อบุจมูกทางด้านข้างของโพรงจมูก และผนังกั้นช่องจมูกในการรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โดยนำผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ มาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 ได้รับการฉีด BTX-A (Dysport®) จำนวน 40 ยูนิต เข้าที่เยื่อบุจมูกทางด้านข้างของโพรงจมูกแต่ละข้าง (รวม 80 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 2 ได้รับการฉีด BTX-A ขนาดเดียวกับกลุ่มที่ 1 เข้าที่เยื่อบุผนังกั้นช่องจมูกทั้ง 2 ข้าง (รวม 80 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               พบว่า BTX-A ไม่ว่าจะฉีดเข้าที่เยื่อบุจมูกทางด้านข้างของโพรงจมูกหรือผนังกั้นช่องจมูก สามารถลดอาการจาม, น้ำมูกไหล, คัดจมูก ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีผลต่ออาการคันจมูก รวมทั้งทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นด้วย หลังฉีดนานถึง 8 สัปดาห์ โดยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง 2 กลุ่ม แต่กลุ่มที่ฉีด BTX-A เข้าที่เยื่อบุจมูกทางด้านข้างของโพรงจมูกจำนวน 4 ราย มีผลข้างเคียง คือ 3 ราย มีเลือดกำเดาไหล 1 ราย มีเยื่อบุจมูกแห้ง ขณะที่กลุ่มที่ฉีด BTX-A เข้าที่ผนังกั้นช่องจมูก มี 1 ราย ที่มีเลือดกำเดาไหล การฉีด BTX-A เข้าที่ผนังกั้นช่องจมูก เป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยกว่า เนื่องจากผนังกั้นช่องจมูกมีเลือดมาเลี้ยงในปริมาณที่น้อยกว่าเยื่อบุจมูกทางด้านข้างของโพรงจมูก ทำให้ BTX-A มีโอกาสถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดน้อยกว่า และทำให้ผลของการรักษาอยู่ได้นานกว่า (เนื่องจากการที่เยื่อบุจมูกทางด้านข้างของโพรงจมูกมีเลือดมาเลี้ยงมาก อาจส่งผลให้มีการดูดซึมและกำจัด BTX-A ได้เร็วกว่า)
               ในประเทศไทยมีการศึกษาถึงประสิทธิภาพของ BTX-A ในการรักษาผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ที่มีอาการตลอดปี โดยสุคนธา อินทรวงศ์ และคณะโดยนำผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ มาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
               • กลุ่มที่ 1 ได้รับ BTX-A โดยการฉีดเข้าเยื่อบุจมูก 10 ยูนิต ในโพรงจมูกแต่ละข้าง (รวม 20 ยูนิต สำหรับจมูก 2 ข้าง)
               • กลุ่มที่ 2 ได้รับการฉีดน้ำเกลือเข้าเยื่อบุจมูก
               พบว่ากลุ่มที่ได้ BTX-A มีอาการคัดจมูก, น้ำมูกไหลน้อยกว่ากลุ่มที่ได้น้ำเกลืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีอาการดีขึ้นหลังฉีด 1 สัปดาห์ แต่ BTX-A ไม่มีผลในการลดอาการจาม และคันจมูก ผลของการรักษาด้วย BTX-A สามารถอยู่ได้นานถึง 7 สัปดาห์หลังฉีด
               จากหลักฐานข้างต้นทั้งหมด จะเห็นว่า การฉีด BTX-A เข้าไปในเยื่อบุจมูก ไม่ว่าจะเป็นเยื่อบุจมูกทางด้านข้างของโพรงจมูก หรือผนังกั้นช่องจมูก หรือใช้ BTX-A ใส่เข้าไปในสำลี หรือวัสดุอื่นๆ แล้วนำไปวางบนเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ หรือโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่มีประสิทธิภาพสูง, ปลอดภัย และง่ายในการบรรเทาอาการทางจมูก ของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และการใช้ยา หรือทนผลข้างเคียงของยาไม่ได้ โดยจะเริ่มเห็นผลหลังฉีด 1-2 สัปดาห์ และมีผลนานถึง 8-12 สัปดาห์หลังฉีด แต่ผลดังกล่าว อยู่ได้ชั่วคราวและอาจต้องทำซ้ำ
               อย่างไรก็ตามควรคำนึงถึงความคุ้มค่าในแง่ของค่าใช้จ่ายด้วย เนื่องจาก BTX-A มีราคาแพง เมื่อเปรียบเทียบกับยาแก้แพ้ หรือยาต้านฮิสทามีน, ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ซึ่งเป็นมาตรฐานในการรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ ในปัจจุบัน

Download File