Image
Login เข้าสู่ระบบ

หลักการรักษาและการใช้ยาในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้และโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้

Last update: 31.08.2012


รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน สาขาวิชาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

หลักการรักษาและการใช้ยาในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้และโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้
รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
สาขาวิชาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้    
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา   คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

  

  1. โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้และโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ เป็นโรคที่เกิดจากเยื่อบุจมูกมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ  ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้   มักจะมีอาการ เป็นๆ (มีเหตุมากระตุ้น) หายๆ  (ไม่มีเหตุมากระตุ้น)    การล้างจมูก, การสูดไอน้ำร้อน, การพ่นยาสเตียรอยด์ในจมูก, การกินยารักษาโรคจมูกอักเสบทั้ง 2 ชนิด เป็นการรักษาที่ทำให้การอักเสบในเยื่อบุจมูกลดน้อยลง ทำให้อาการคัน, จาม, คัดจมูก, น้ำมูกไหล หรือมีเสมหะลงคอลดน้อยลง แต่การรักษาดังกล่าวเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เมื่อหยุดการรักษาดังกล่าว และผู้ป่วยสัมผัสกับเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ ผู้ป่วยก็จะกลับมามีอาการอีกดังเดิม  ดังนั้นผู้ป่วยจะลดการรักษาและการใช้ยาดังกล่าวได้หรือไม่ อยู่ที่การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย คือ

    1.1) ผู้ป่วยต้องรู้ว่าสิ่งใดทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น ต้องหลีกเลี่ยง
    โดยการสังเกตว่า อะไรคือเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น  เมื่อผู้ป่วยมีอาการทางจมูก ก่อนหน้านั้นภายใน ½ -1 ชั่วโมง ต้องมีเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางจมูก เพราะอาการทางจมูกย่อมเกิดจากเหตุที่ไปกระตุ้นเยื่อบุจมูก (ไม่มีเหตุ ผลย่อมไม่เกิด) ถ้าผู้ป่วยไม่ทราบว่าเหตุคืออะไร ผู้ป่วยก็จะสัมผัสกับเหตุดังกล่าวอยู่เรื่อยๆ ผลก็คือผู้ป่วยจะมีอาการทางจมูกเรื่อยๆ และก็ต้องรักษาและใช้ยาไปเรื่อยๆ แต่ถ้าผู้ป่วยทราบว่าเหตุที่ทำให้เกิดอาการทางจมูกคืออะไร (จากการสังเกต) และเหตุนั้นผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงได้ อาการทางจมูกซึ่งเป็นผลก็จะไม่เกิด ทำให้ไม่ต้องใช้ยา   และผู้ป่วยเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลีกเลี่ยงเหตุที่ทำให้เกิดอาการนั้น ซึ่งเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ แต่ถ้าเหตุนั้นเป็นเหตุที่ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ( เช่น อากาศเปลี่ยน, ฝนตก) ผู้ป่วยควรทำใจยอมรับว่าเมื่อมีเหตุ ผลหรืออาการทางจมูกก็ต้องเกิด ก็อาจจำเป็นต้องรักษาหรือใช้ยาในการบรรเทาอาการทางจมูก

    เหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น ได้แก่
    - ความเครียด, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, อารมณ์เศร้า, วิตก, กังวล, เสียใจ
    - ของฉุน, ฝุ่น, ควัน, อากาศที่เปลี่ยนแปลง, อาหารบางชนิด
    - การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ  หรือ หวัด 

    1.2) ผู้ป่วยต้องรู้ว่าสิ่งใดทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ต้องปฏิบัติ
    ได้แก่ การออกกำลังกาย แบบแอโรบิค อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ  30  นาที   อย่างน้อยสัปดาห์ละ   3  วัน   [การออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น   หายใจเร็วขึ้นต่อเนื่องกัน เช่น วิ่ง,  เดินเร็ว,  ขึ้นลงบันได,  ว่ายน้ำ,  ขี่จักรยานฝืด (แบบปรับน้ำหนักได้เช่น  ใน FITNESS),  เต้นแอโรบิค, เตะฟุตบอล, เล่นเทนนิส, แบดมินตัน   หรือบาสเกตบอล]
     
  2.  เมื่อผู้ป่วยปฏิบัติตามข้อ 1.1) และ 1.2) ได้แล้ว ก็จะสามารถลดการรักษา และการใช้ยาลงได้  ควรค่อยๆ ลดการรักษาและการใช้ยาลง ดังนี้
    2.1) ถ้าแพทย์แนะนำให้ล้างจมูก, สูดไอน้ำร้อน, และพ่นยาสเตียรอยด์ในจมูก และกินยา 2 สัปดาห์ แล้วอาการดีขึ้น ขั้นต่อไปคือ
  3.  

    1 เดือน

     

    - ล้างจมูก        
    - สูดไอน้ำร้อน 

     

    เวลามีอาการทางจมูก

      

    - ลดยาสเตียรอยด์พ่นจมูกลงครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) เช่น เดิมใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกโดยสเปรย์จมูกข้างละ 2 puff เช้า-เย็น อาจลดเหลือ 1 puff ในจมูกแต่ละข้าง เช้า-เย็น
    - ยากิน → เวลามีอาการทางจมูก

     

       

    2.2) ถ้าใช้ยาต่อไปอีก 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน แล้วผู้ป่วยอาการไม่มากขึ้นหลังลดยา แสดงว่าผู้ป่วยปฏิบัติตามข้อ 1.1) และ 1.2) ได้พอสมควร ก็พิจารณาลดการรักษาและการใช้ยาต่อดังนี้คือ

     

    1 เดือน

     

    - ล้างจมูก        
    - สูดไอน้ำเดือด

     

    เวลามีอาการทางจมูก

      

    - ลดยาสเตียรอยด์พ่นจมูกลงครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) เช่น เดิมใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกโดยสเปรย์จมูกข้างละ 1 puff เช้า-เย็น อาจลดเหลือ 1 puff ตอนเช้า หรือ 1 puff ตอนเย็น หรือ 1 puff ก่อน  นอนในจมูกแต่ละข้าง
    - ยากิน → เวลามีอาการทางจมูก

     

       

    2.3) ถ้าใช้ยาตามคำแนะนำดังกล่าวไป 1 เดือน แล้วผู้ป่วยมีอาการไม่มากขึ้นหลังลดยา แสดงว่าผู้ป่วยปฏิบัติตามข้อ 1.1) และ 1.2) ได้ดีพอสมควร ก็อาจพิจารณาหยุดการรักษาและการใช้ยาทั้งหมด และให้ผู้ป่วยทำการรักษา และใช้ยาเวลามีอาการทางจมูก

    2.4) ในระหว่างการลดการรักษาและยาในข้อ 2.1) และ 2.2) ถ้าผู้ป่วยสัมผัสกับเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางจมูกมากขึ้น ให้ผู้ป่วยสังเกตว่าเหตุอะไรที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น  หลังจากนั้นปรับการรักษาและยา เพื่อให้การอักเสบหรืออาการทางจมูกของผู้ป่วยหายเร็วสุด เช่น กลับมาล้างจมูก, สูดไอน้ำเดือด วันละ 2-4 ครั้ง  ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกขนาดสูงสุด เช่น พ่นจมูกข้างละ 2 puff เช้า-เย็น และกินยารักษา   การปรับการรักษา และการใช้ยาดังกล่าวจะให้นานเพียงใด ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแต่แรก  ถ้าเหตุลดเมื่อใด เมื่อนั้นก็สามารถหยุดการล้างจมูก, การสูดไอน้ำร้อน, การพ่นยาสเตียรอยด์และการกินยาดังกล่าวได้    การปรับการรักษา และการใช้ยาดังกล่าวควรทำเร็วที่สุดหลังเกิดอาการทางจมูก  เนื่องจากเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยนั้นไวมากผิดปกติ จึงมักเกิดอาการทางจมูกได้ง่าย แต่หายยาก  หลังสัมผัสเหตุ และมีอาการทางจมูก จึงไม่ควรรอนานในการปรับการรักษา และการใช้ยาดังกล่าว  เปรียบเสมือนเราเห็นไฟไหม้บ้าน ควรจะรีบดับไฟให้เร็วที่สุด (ตัดไฟแต่ต้นลม) เพื่อไม่ให้ไฟลุกลามไปยังบ้านทั้งหลัง ซึ่งเปรียบเทียบได้กับการที่ปล่อยให้เยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ, หูชั้นกลางอักเสบ, ริดสีดวงจมูก ตามมาได้

    2.5) แต่เมื่อปรับการรักษา และการใช้ยาดังกล่าวแล้ว อาการของผู้ป่วยไม่ดีขึ้น สิ่งที่ต้องนึกถึงเพื่อที่จะแก้ไขให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้ มี 2 ข้อ คือ
       2.5.1) เหตุในข้อ 1.1) อาจจะมากกว่าการรักษา และการใช้ยาที่เราปรับขึ้นไป
       2.5.2) การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย เมื่อมีอาการทางจมูก อาจจะไม่ถูกต้อง  การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อมีอาการทางจมูกคือ 
       - ควรพยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็นโดยเฉพาะแอร์ พัดลมเป่า การดื่มหรืออาบน้ำเย็น ถ้าต้องการเปิดแอร์ ควรตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้อากาศเย็นจนเกินไป ในกรณีที่ใช้พัดลม ไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด และควรให้พัดลมส่ายไปมา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง  ควรนอนอยู่ห่างจากเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมพอสมควร หรือไม่ให้อยู่ในทิศทางของลม  ไม่ควรเปิดแอร์หรือพัดลมจ่อ   
       - ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ โดยเฉพาะเวลานอน เนื่องจากปัจจุบัน เรามักจะเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมขณะนอนหลับ เช่น นอนห่มผ้า ถ้าจะให้ดี ควรใส่ถุงเท้า หรือผ้าพันคอ หรือหมวก เวลานอนด้วย   ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้า หรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว  ควรใส่เสื้อหนาๆ หรือใส่เสื้อ 2 ชั้น และกางเกงขายาวเข้านอน  

    ถ้าผู้ป่วยอยากให้อาการทางจมูกดีขึ้น หลังจากปรับการใช้ยาดังกล่าวแล้ว สิ่งที่ควรจะทำคือ พยายามหาสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางจมูกครั้งนี้ และพยายามหลีกเลี่ยงหรือลดเหตุดังกล่าว รวมทั้งตรวจสอบการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยว่าถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์หรือไม่ แต่ถ้าผู้ป่วยเห็นเหตุและปฏิบัติตัวถูกต้องแล้ว แต่เหตุนั้นมากกว่าการรักษา และการใช้ยาที่ปรับขึ้นไป และไม่สามารถลดหรือหลีกเลี่ยงเหตุดังกล่าวได้ ก็อาจจำเป็นต้องแก้ปลายเหตุโดยปรับการใช้ยาเพิ่มขึ้น เช่น อาจล้างจมูก, สูดไอน้ำร้อน, ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกมากกว่าวันละ 2 ครั้ง เป็นต้น

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่า อาการทางจมูกของผู้ป่วยยากที่จะคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด  เมื่อสัมผัสกับเหตุที่คาดไม่ถึง ก็มักจะทำให้มีอาการทางจมูกได้ทันที ผู้ป่วยโรคจมูกทั้ง 2 ชนิดนี้ จึงควรมีน้ำเกลือล้างจมูก,    ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก, ยากินติดตัวไว้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ  ควรพกยาสเตียรอยด์พ่นจมูก และยากินไปด้วยเสมอ  เมื่อมีอาการหลังสัมผัสเหตุ จะได้มียาไว้ใช้ทันท่วงที เหมือนกับเรามีน้ำเตรียมไว้ดับไฟไหม้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่ม  เท่านี้ผู้ป่วยก็สามารถอยู่กับโรคจมูกอักเสบทั้ง 2 ชนิดนี้ได้อย่างมีความสุขตลอดไป

 

 

Download File