Image
Login เข้าสู่ระบบ

ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกไปนานๆ.........ปลอดภัยไหม??

Last update: 22.08.2012


รองศาสตราจารย์นายแพทย์ ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกไปนานๆ.........ปลอดภัยไหม??

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

    

 

 

               ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก (intranasal steroids) เป็นยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ที่เยื่อบุจมูกได้ดี และมีผลต่อทั่วร่างกาย (systemic effect) ต่ำ ได้เริ่มมีการนำยาสเตียรอยด์พ่นจมูกมาใช้รักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 นอกจากจะใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกรักษาโรคดังกล่าวแล้ว ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกยังมีที่ใช้ในโรคอื่นๆอีก เช่น โรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้, ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน, ไซนัสอักเสบเรื้อรัง, ริดสีดวงจมูก, เยื่อบุจมูกอักเสบจากการใช้ยาหดหลอดเลือดเฉพาะที่นานเกินไป (rhinitis medicamentosa) ในปัจจุบัน มียาสเตียรอยด์พ่นจมูกที่จำหน่ายในประเทศไทย 6 ชนิดคือ

  • Beclomethasone dipropionate
  • Budesonide
  • Fluticasone propionate
  • Triamcinolone acetonide
  • Mometasone furoate
  • Fluticasone furoate

                เนื่องจากมีการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ในโรคต่างๆเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมักจะเป็นโรคที่เรื้อรัง และต้องใช้ระยะเวลานานในการรักษา จึงมีคำถามตามมาว่า การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเป็นระยะเวลานานในโรคดังกล่าว ปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก

               การที่ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์โดยเฉพาะผลต่อทั่วร่างกายได้นั้น ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกจะต้องมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตในปริมาณที่สูงมากพอ เมื่อพ่นยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเข้าไปในโพรงจมูก ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกส่วนหนึ่งจะมีการดูดซึมผ่านเยื่อบุจมูก และเข้าสู่กระแสโลหิตได้โดยตรง (แผนภูมิที่ 1) อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ (มากกว่าร้อยละ 50 ของยาสเตียรอยด์พ่นจมูก) จะถูกผู้ป่วยกลืนลงไปในทางเดินอาหาร และมีการดูดซึมผ่านไปยังตับ เพื่อผ่านขบวนการทำให้ยาหมดฤทธิ์ หลังจากนั้นส่วนที่ยังมีฤทธิ์อยู่ จึงจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ดังนั้น ปริมาณของยาสเตียรอยด์พ่นจมูกที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต และทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ จึงเป็นผลรวมระหว่างยาสเตียรอยด์พ่นจมูกที่ถูกดูดซึมผ่านเยื่อบุจมูกโดยตรง และยาสเตียรอยด์พ่นจมูกที่ถูกดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร หลังจากผ่านขบวนการทำให้ยาหมดฤทธิ์ในตับแล้ว

ผลข้างเคียงของยาสเตียรอยด์พ่นจมูก

              1. ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์เฉพาะที่
                        การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก อาจเกิดผลข้างเคียงเฉพาะที่ได้ เช่น เยื่อบุจมูกแห้ง, มีสะเก็ด, เลือดกำเดาไหล, อาการแสบหรือระคายเคืองของเยื่อบุจมูก ผลข้างเคียงดังกล่าวเกิดได้ร้อยละ 5 -10 ซึ่งผลข้างเคียงเฉพาะที่ดังกล่าว มักหายได้เอง และสามารถหลีกเลียงได้ ถ้าใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกอย่างถูกวิธี คือแนะนำให้พ่นยาไปสัมผัสกับเยื่อบุจมูกที่อยู่ด้านข้างของโพรงจมูกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่ให้พ่นยาเข้าไปที่ผนังกั้นช่องจมูกซึ่งอยู่ตรงกลาง

                        นอกจากมีผลข้างเคียงดังกล่าวแล้ว สิ่งที่น่ากังวลคือ ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกมีผลต่อการทำงานของขนกวัดในจมูก หรือทำให้เยื่อบุจมูกเหี่ยวฝ่อเหมือนการใช้ยาสเตียรอยด์ทาผิวหนังเป็นระยะเวลานาน แล้วเกิด ผิวหนังเหี่ยวฝ่อ หรือไม่ จากหลักฐานทางการแพทย์พบว่าการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเป็นระยะเวลานาน มีความปลอดภัยต่อเยื่อบุจมูกทั้งด้านโครงสร้าง และการทำงาน ไม่ได้ทำให้การทำงานของขนกวัดในจมูกเสียไป และไม่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของความหนาของเยื่อบุจมูก ซึ่งเป็นดัชนีที่บ่งชี้ถึงเยื่อบุจมูกเหี่ยวฝ่อ

              2. ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อทั่วร่างกาย

              2.1 ผลของยาสเตียรอยด์พ่นจมูกต่อ การทำงานของสมองส่วน ไฮโปทาลามัส-ต่อมใต้สมอง และต่อมหมวกไต

                       มีงานวิจัยมากมายที่วัดผลกระทบของยาสเตียรอยด์พ่นจมูกต่อการทำงานของสมองส่วนไฮโปทาลามัส-ต่อมใต้สมอง และต่อมหมวกไต การศึกษาส่วนใหญ่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของระบบดังกล่าว และพบว่า การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกด้วยขนาดที่แนะนำในการรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ มีความปลอดภัยสูง และมีรายงานที่เกิดผลกระทบต่อการทำงานของระบบดังกล่าวน้อยมาก และในรายงานที่พบว่ามีการกดการทำงานของระบบดังกล่าว มักพบในผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกในขนาดสูงกว่ากำหนด หรือในผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์ทาผิวหนัง หรือพ่นคอร่วมด้วย ดังนั้นควรใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกในขนาดที่ไม่เกินคำแนะนำ และใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกในขนาดที่ต่ำสุดที่ควบคุมอาการของโรคได้

              2.2 ผลของยาสเตียรอยด์พ่นจมูกต่อการเจริญเติบโตในเด็ก

                       จากการทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับยาสเตียรอยด์พ่นจมูก และการเจริญเติบโตในเด็ก พบว่ายาสเตียรอยด์พ่นจมูก ส่วนใหญ่ที่ใช้ มีความปลอดภัย ไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของผู้ป่วยเด็ก การเลือกชนิดของยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ควรคำนึงถึงอายุต่ำสุดของผู้ป่วยที่ได้รับการรับรองโดย องค์การอาหารและยาด้วยดังตารางที่ 1

ชนิดของยาสเตียรอยด์พ่นจมูก

อายุที่ได้รับการรับรองโดย องค์การอาหารและยาของประเทศ (ปี)

สหรัฐอเมริกา

ไทย

Fluticasone furoate

≥ 2

≥ 2

Triamcinolone acetonide

≥  2

≥ 2

Mometasone furoate

≥ 2

≥ 3

Fluticasone propionate

≥ 4

≥ 4

Budesonide

≥  6

≥ 6

Beclomethasone dipropionate

≥ 6

≥ 6

 ตารางที่ 1 อายุของผู้ป่วยที่ได้รับการรับรองโดยองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา และไทย ให้ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกชนิดต่างๆ

              2.3 ผลของยาสเตียรอยด์พ่นจมูกต่อการติดเชื้อ

                       การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ไม่ได้ทำให้โอกาสของการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

              2.4 ผลของยาสเตียรอยด์พ่นจมูกต่อการเปลี่ยนแปลงทางตา

                       เป็นที่ทราบกันดีว่า การให้สเตียรอยด์รับประทานเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางตาเช่น โรคต้อหิน และต้อกระจกได้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาส่วนใหญ่ที่ประเมินผลของยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ต่อความดันในลูกตา และการเกิดต้อกระจก พบว่าการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ทั่วๆไป ที่ไม่มีปัญหาทางตา ไม่ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของความดันในลูกตา และไม่ทำให้เกิดต้อกระจก อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกในผู้ป่วยที่มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงทางตาดังกล่าวตามมาได้ เช่น ผู้ป่วยโรคต้อหิน, ผู้ป่วยที่เป็นญาติใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อหิน, โรคเบาหวาน, โรคสายตาสั้น และ โรคที่มีความผิดปกติของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue disorder) ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ความดันในลูกตาที่เพิ่มขึ้น แม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้เกิดปัญหาทางตาตามมาได้ ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อวัดความดันในลูกตาเป็นระยะๆ เช่น วัดความดันในลูกตา ก่อนเริ่มให้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกและหลังให้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก แล้ว 1 เดือน และ 3 เดือน

                       จากหลักฐานดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ทั้งเฉพาะที่ และต่อทั่วร่างกายน้อย แม้ผู้ป่วยต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานานก็ตาม

Download File