Image
Login เข้าสู่ระบบ

หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute Otitis Media)

Last update: 01.07.2011


รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute Otitis Media)


รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล



       โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (acute otitis media) เป็นโรคที่มีการอักเสบของหูชั้นกลาง ซึ่งอยู่ระหว่างหูชั้นนอก และหูชั้นใน และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก เนื่องจากภูมิต้านทานของเด็กยังน้อย และยังเจริญไม่เต็มที่  และเด็กมีอุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจสูงเช่น โรคเยื่อบุจมูกอักเสบเฉียบพลัน (acute rhinitis) หรือโรคหวัด (common cold), โรคไซนัสอักเสบ (rhinosinusitis), โรคต่อมอดีนอยด์อักเสบ (adenoiditis) และ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งอาจจะเป็นเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย มักจะผ่านจากจมูก และ โพรงหลังจมูก เข้าสู่หูชั้นกลางผ่านทางท่อยูสเตเชียน ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมระหว่างโพรงหลังจมูก (nasopharynx) และหูชั้นกลาง

    ในเด็กเล็ก ท่อยูสเตเชียนนี้ มักจะอยู่ในแนวขนานกับแนวราบ (ทำมุมกับแนวราบเพียงเล็กน้อย) ต่างจากผู้ใหญ่ ซึ่งท่อยูสเตเชียนทำมุมกับแนวราบมากกว่า  นอกจากนั้นท่อยูสเตเชียนของเด็กสั้นกว่าท่อยูสเตเชียนของผู้ใหญ่ ทำให้เชื้อโรคจากจมูก และโพรงหลังจมูก เข้าสู่หูชั้นกลางของเด็กได้ง่ายกว่าในผู้ใหญ่ ทำให้พบโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันในเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่นอกจากนั้น การสั่งน้ำมูกแรงๆ, การดำน้ำ, การว่ายน้ำขณะที่มีการอักเสบในโพรงจมูก หรือโพรงหลังจมูก จะทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในหูชั้นกลางง่ายขึ้น

    โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันนี้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะทำให้มีน้ำขังในหูชั้นกลาง (otitis media with effusion) หรือ แก้วหูทะลุ (tympanic membrane perforation) เกิดหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (chronic otitis media) รวมถึงมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมาได้เช่น โพรงกระดูกมาสตอยด์อักเสบเฉียบพลัน (acute mastoiditis), หูชั้นในอักเสบ (acute labyrinthitis), ฝีหลังหู  (subperiosteal abscess), อัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้า เนื่องจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มีการอักเสบ (facial nerve paralysis), เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis), ฝีในสมอง (brain abscess)

อาการ

  1. ปวดหูข้างที่เป็น อาจรู้สึกแน่นๆภายในหู หรือมีเสียงดังในหู
  2. ไข้สูง เด็กเล็กอาจร้องไม่หยุด โดยเฉพาะเวลากลางคืน และกระวนกระวาย อาจดึงใบหูข้างที่ปวด และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และชักได้
  3. หูอื้อ ระดับการได้ยินลดลง โดยอาการดังกล่าวมักจะมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนนำมาก่อน
  4. อาการปวดหู, ไข้ และหูอื้อ จะลดลง หลังจากเยื่อแก้วหูทะลุ และมีหนองไหลออกมาแล้ว


อาการแสดง

  1. เยื่อแก้วหูแดง และบวม มักจะโป่งออกมาจนไม่สามารถเห็นโครงสร้างปกติภายในหูชั้นกลางได้
  2.  อาจมีอาการปวด และกดเจ็บบริเวณกระดูกมาสตอยด์หลังหูผู้ป่วย
  3.  บางราย อาจมีเยื่อแก้วหูทะลุ และมีหนอง, เลือด หรือหนองปนเลือดไหลออกมา
  4. ผู้ป่วยบางราย อาจมีอัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้า เนื่องจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มีการอักเสบ


การรักษา

  1. การรักษาทางยา

1.1) รับประทานยาต้านจุลชีพ (antibiotic) เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ซึ่งควรรับประทานเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 – 14 วัน

1.2) รับประทานยาแก้แพ้ (antihistamine), ยาลดบวม, ยาหดหลอดเลือด (oral decongestant) และพ่นจมูกด้วยยาหดหลอดเลือด (topical decongestant) เพื่อทำให้เยื่อบุบริเวณรูเปิดของท่อยูสเตเชียนยุบบวม ทำให้ท่อยูสเตเชียนเปิดได้กว้างขึ้น ทำให้สารจากการอักเสบ หรือหนองที่อยู่ในหูชั้นกลาง สามารถระบายออกจากท่อยูสเตเชียนนี้ได้สะดวกขึ้น

1.3) รับประทานยาแก้ปวด หรือลดไข้เท่าที่จำเป็น

 

  1. การรักษาโดยการผ่าตัด
    2.1) การเจาะเยื่อแก้วหู (myringotomy) เพื่อระบายหนองในหูชั้นกลางออก จะช่วยลดอาการปวดหูลงได้มาก   มักทำในรายที่ให้ยาเต็มที่แล้ว อาการผู้ป่วยไม่ดีขึ้น เช่น ยังคงปวดมาก มีไข้สูง หรือ ต้องการหนองไปย้อมเชื้อ หรือเพาะเชื้อเพื่อหาชนิดของเชื้อก่อโรค ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ป่วยหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันที่มีภาวะแทรกซ้อนเช่นโพรงกระดูกมาสตอยด์อักเสบเฉียบพลัน, ฝีหลังหู, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ฝีในสมอง, อัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้า เนื่องจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มีการอักเสบ  หลังผ่าตัด เยื่อแก้วหูจะปิดได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์

    2.2) การผ่าตัดโพรงกระดูกมาสตอยด์ (mastoidectomy)  มักทำในกรณีที่มีการอักเสบของโพรงกระดูกมาสตอยด์  มีหนองขังอยู่ภายในโพรงกระดูกมาสตอยด์ และไม่มีทางออก โดยเป็นการผ่าตัดบริเวณหลังหูเข้าสู่โพรงกระดูกมาสตอยด์ และนำหนอง หรือการอักเสบที่อยู่ภายในออก


การป้องกันโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน
ทำได้โดยระวังอย่าให้ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจชนิดเฉียบพลัน เช่น โรคหวัด, โรคไซนัสอักเสบ  โดยหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำลง เช่น เครียด  นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนหรือสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ เช่น ขณะนอนเปิดแอร์ หรือพัดลมเป่าจ่อ   ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า หรือไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพียงพอ   การดื่มหรืออาบน้ำเย็น ตากฝน หรือสัมผัสกับอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น จากร้อนเป็นเย็น เย็นเป็นร้อน หรือมีคนรอบข้างที่ไม่สบายคอยแพร่เชื้อให้เราทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  และหมั่นออกกำลังกายแบบแอโรบิก (การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้นต่อเนื่องกัน เช่น วิ่ง, เดินเร็ว, ขึ้นลงบันได, ว่ายน้ำ, ขี่จักรยานแบบปรับน้ำหนักความฝืดได้, เตะฟุตบอล, เล่นเทนนิส, แบดมินตัน หรือบาสเกตบอล) อย่างน้อยวันละ 30 นาที  อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน หรือถ้าเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ ควรดูแลรักษาเสียแต่เนิ่นๆโดยรีบไปพบแพทย์  อย่าปล่อยให้เป็นเรื้อรัง

 

Download File