Image
Login เข้าสู่ระบบ

เมื่อแพทย์…..นัดมาทดสอบการรับกลิ่น

Last update: 15.10.2009


ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับกลิ่น เช่น รับกลิ่นได้น้อยลง (hyposmia) หรือไม่ได้กลิ่น (anosmia) เมื่อมาปรึกษาแพทย์ นอกจากแพทย์ จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่องกล้องตรวจในโพรงจมูกแล้ว แพทย์จะแนะนำให้มีการประเมินสมรรถภาพการรับกลิ่นของผู้ป่วยด้วย

ผศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล



         ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับกลิ่น เช่น รับกลิ่นได้น้อยลง (hyposmia) หรือไม่ได้กลิ่น (anosmia) เมื่อมาปรึกษาแพทย์  นอกจากแพทย์ จะทำการซักประวัติ   ตรวจร่างกาย และส่องกล้องตรวจในโพรงจมูกแล้ว แพทย์จะแนะนำให้มีการประเมินสมรรถภาพการรับกลิ่นของผู้ป่วยด้วย

การประเมินสมรรถภาพการรับกลิ่น ทำเพื่อ

  1. ประเมินว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติของการรับกลิ่นจริงหรือไม่ และทราบถึงความรุนแรงของความผิดปกติของการรับกลิ่นนั้น
  2. ตรวจหาผู้ป่วย ที่อาจแกล้งมีปัญหาเกี่ยวกับการรับกลิ่น เพื่อประโยชน์บางอย่าง (malingering)
  3. อาจช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคของระบบประสาทบางชนิด ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับกลิ่นร่วมด้วย
  4. ติดตามผลของการรักษาโรคที่มีความผิดปกติของการรับกลิ่น ทั้งการให้ยา และการผ่าตัด
  5. ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการรับกลิ่น เพื่อที่จะสามารถเข้าใจถึงความผิดปกติ นั้น และปรับตัวได้  หากไม่สามารถรักษาได้
  6. ช่วยคิดค่าตอบแทน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของการรับกลิ่น จากการทำงาน หรืออุบัติเหตุ

 

การประเมินสมรรถภาพการรับกลิ่น  แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

         1. การวัดระดับความสามารถในการดมกลิ่น (measurement of odorant detection) เป็นการวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นที่น้อยที่สุด (threshold level) ที่สามารถกระตุ้นเส้นประสาทรับกลิ่น  (เส้นประสาทสมองคู่ที่ 1 ) ของผู้ป่วย ซึ่งเรียกว่า smell detection threshold (SDT)   สารที่นำมาทดสอบการรับกลิ่น ที่นิยมใช้คือ phenyl ethyl alcohol (PEA) ซึ่งมีกลิ่นเหมือนกลิ่นกุหลาบ และกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 1 โดยไม่กระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5

         ผู้ทำการทดสอบจะเตรียมขวดที่มีสาร PEA ที่มีความเข้มข้นต่างๆกัน ตั้งแต่ความเข้มข้นต่ำสุดไปสูงสุด และมีขวดเปล่า ซึ่งไม่มีกลิ่น อยู่หลังฉากกั้น (เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเห็น) ผู้ทำการทดสอบจะให้ผู้ป่วยดมกลิ่นในขวดทีละชุด(คู่) (ชุดหนึ่งจะมี 2 ขวด คือขวดที่มีกลิ่น และขวดไม่มีกลิ่น)  ขณะผู้ป่วยดมกลิ่นดังกล่าว ผู้ป่วยต้องถือกระดาษทิชชูปิดปากไว้ เพื่อไม่ให้กลิ่นและลมหายใจ ผ่านเข้าทางปาก (retronasal breathing) วางข้อศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ และไม่หายใจออกลงในขวด (เพื่อลดการปนเปื้อน)

         โดยก่อนทดสอบ ผู้ทำการทดสอบจะให้ผู้ป่วยหายใจออก แล้วกลั้นหายใจไว้  ผู้ทำการทดสอบจะเอาขวดทดสอบการรับกลิ่นไปไว้ที่ใต้จมูก   วางปากขวดบนกระดาษทิชชูที่ปิดปาก  แล้วกระดกขวดให้ปากขวดครอบจมูกของผู้ป่วยโดยไม่ให้แตะจมูก  เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สาร PEA เปื้อนจมูก และบอกให้ผู้ป่วยสูดกลิ่น เมื่อผู้ป่วยสูดแล้ว ให้กลั้นหายใจไว้  เมื่อผู้ทำการทดสอบ เอาขวดออกแล้ว  ให้หายใจปกติได้   อย่าหายใจออกลงไปในขวด เพราะอาจทำให้สารในขวดปนเปื้อนได้

         ผู้ป่วยจะต้องเลือกว่าระหว่างขวดใบที่ 1 และใบที่ 2  ใบไหนมีกลิ่นแรงกว่า  และบอกผู้ทำการทดสอบ (คือ ขวดใดเป็นสาร PEA)  ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกว่า ขวดใดขวดหนึ่งมีกลิ่นแรงกว่า หรือไม่ได้กลิ่นเลยทั้ง 2 ขวด  ผู้ป่วยต้องเดา เลือกเอาขวดใดขวดหนึ่ง (forced two-choice task) เพื่อคำนวณผลทางทางสถิติ

         ถ้าผู้ป่วยตอบถูก ผู้ทำการทดสอบจะใช้สาร PEA ที่เจือจางกว่าเดิม คือลดความเข้มข้นของสาร PEA ลงเรื่อยๆ  จนกระทั่งได้ความเข้มข้นที่น้อยที่สุด (threshold level) ที่ผู้ป่วยสามารถดมกลิ่น และบอกได้ถูกว่าขวดใดเป็นสาร PEA    แต่ถ้าผู้ป่วยตอบผิด  ผู้ทำการทดสอบ จะใช้ PEA ที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ถ้าใช้ความเข้มข้นสูงสุดแล้ว ผู้ป่วยยังไม่สามารถดมกลิ่นได้ จึงเรียกว่า จมูกไม่ได้กลิ่น (anosmia)

ค่า SDT ที่ได้ แปรผลดังนี้
> -2                          - จมูกไม่ได้กลิ่น (anosmia)
-2    ถึง  > -3.5         - จมูกรับกลิ่นได้น้อยลง มาก  (severe hyposmia)
-3.5  ถึง  > -4.5         - จมูกรับกลิ่นได้น้อยลง ปานกลาง  (moderate hyposmia)
-4.5  ถึง  > -6.5         - จมูกรับกลิ่นได้น้อยลง เล็กน้อย      (mild hyposmia)
£ -6.5                      - จมูกรับกลิ่นได้ปกติ (normosmia)

         2. การวัดความสามารถในการแยกแยะ และบอกว่าเป็นกลิ่นใด (measurement of odor identification) เป็นการเลือกกลิ่นต่างๆที่ผู้ป่วยคุ้นเคย และควรที่จะสามารถบอกได้ มาทดสอบในรูปแบบต่างๆกัน เช่น ใส่สารให้กลิ่นในขวด แล้วให้ผู้ป่วยดม แล้วบอกว่าเป็นกลิ่นอะไร (odorant naming test) หรือใช้ชุดทดสอบสำเร็จรูป  ซึ่งมีตัวเลือกให้เลือก ว่าแต่ละกลิ่นเป็นกลิ่นอะไร (multiple-choice odorant identification test)   การทดสอบชนิดนี้ต่างกับ การวัดระดับความสามารถในการดมกลิ่นวิธีแรกคือ ต้องใช้ความเข้มข้นของกลิ่นที่มาก หรือแรงกว่าระดับความเข้มข้นของกลิ่นที่น้อยที่สุดที่สามารถกระตุ้นเส้นประสาทรับกลิ่นของผู้ป่วย (suprathreshold level)

____________________________________________________

Download File