Image
Login เข้าสู่ระบบ

เลือดกำเดาไหล

Last update: 16.04.2009


เลือดกำเดาไหล คือภาวะที่มีเลือดออกทางจมูก เกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก ทำให้มีเลือดไหลออกข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ อาจไหลจากส่วนหน้า หรือส่วนหลังของจมูก พบได้ทุกอายุทั้งเพศหญิงและชาย เลือดออกทางส่วนหน้าของจมูกมักพบในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อย เลือดออกจากส่วนหลังของจมูกมักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งมักมีสาเหตุจากความดันโลหิตสูง

 

   

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ปารยะ อาศนะเสน

 

คำจำกัดความ และอุบัติการณ์
    เลือดกำเดาไหล (epistaxis) หมายถึง การที่มีเลือดออกจากโพรงจมูก ทางด้านหน้า หรือด้านหลังโพรงจมูก อาจออกข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ สามารถพบได้ทุกเพศ และทุกวัย มักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ภาวะนี้มักพบในช่วงฤดูที่มีอากาศหนาวมากกว่าฤดูอื่นๆ เนื่องจากในฤดูหนาว มีความชื้นในอากาศที่ลดลง และมีอุบัติการณ์ของหวัด หรือการอักเสบติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้นเพิ่มขึ้น เป็นการยากที่จะประมาณอุบัติการณ์ของเลือดกำเดาไหลในประชากรทั่วไป เนื่องจากภาวะนี้อาจหายได้เอง หรือดีขึ้นได้เองโดยการดูแลรักษาตามอาการโดยไม่ต้องมาพบแพทย์

    ภาวะเลือดกำเดาไหล อาจมีสาเหตุโดยตรงจากโรคของจมูก หรือไซนัสเอง หรือเป็นผลจากโรคอื่น ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยปัญหานี้ สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่มคือ

  1. กลุ่มที่มีเลือดออกจำนวนน้อยๆ และหยุดได้เอง แต่เป็นมาแล้วหลายครั้ง มักจะเป็นเด็ก, วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่อายุน้อย ที่มีเลือดออกมาจากจมูกทางส่วนหน้า (anterior epistaxis)


  2. กลุ่มที่มีเลือดออกจากจมูกเพียงครั้งเดียว แต่มีจำนวนเลือดมาก และไม่สามารถหยุดได้เอง มักจะเป็นผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่นความดันโลหิตสูง และ เลือดที่ออกมักจะมาจากโพรงจมูกทางส่วนหลัง (posterior epistaxis)

กายวิภาคของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงโพรงจมูก
    โพรงจมูก เป็นบริเวณที่มีเลือดมาเลี้ยงเป็นปริมาณมากทั้งผนังจมูกด้านข้าง (รูป 1.1) และผนังกั้นช่องจมูก (รูป 1.2)

ตำแหน่งที่พบเลือดกำเดาไหล  แบ่งได้เป็น

  1. เลือดออกจากด้านหน้าของโพรงจมูก ซึ่งพบได้ร้อยละ 90 ของเลือดกำเดาไหลทั้งหมด มักพบในเด็ก และวัยรุ่นที่มีประวัติแคะจมูก หรือมีเยื่อบุจมูกอักเสบ ส่วนมากเลือดมักออกจากบริเวณผนังกั้นช่องจมูกด้านหน้า ซึ่งเป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดหลายแขนงรวมกัน (รูป 1.2) ตำแหน่งนี้สามารถมองเห็นได้ง่าย จากการตรวจโพรงจมูกทางด้านหน้า

  2. เลือดออกจากด้านหลังของโพรงจมูก คือมีเลือดไหลลงคอ ซึ่งมักจะมีอาการรุนแรงกว่า และพบได้ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีความดันโลหิตสูง ซึ่งมีภาวะหลอดเลือดแข็งร่วมด้วย หรือพบในผู้ป่วยที่มีเนื้องอกบริเวณโพรงหลังจมูกที่มีเลือดมาเลี้ยงมาก (nasopharyngeal angiofibroma) เป็นต้น โดยเลือดมักออกจากแขนงหลอดเลือดใหญ่ทางด้านหลังโพรงจมูก ตำแหน่งนี้สามารถมองเห็นได้จากการส่องกล้องตรวจในโพรงจมูก

  3. เลือดออกจากด้านบนของโพรงจมูก เลือดออกจากตำแหน่งนี้มักพบได้น้อยกว่า 2 ชนิดแรก โดยอาจเกิดจากการผ่าตัดไซนัส, อุบัติเหตุบริเวณศีรษะ หรือเนื้องอกบางชนิด เป็นต้น

สาเหตุของเลือดกำเดาไหล
1. สาเหตุเฉพาะที่ ได้แก่
                1.1 ) การระคายเคือง หรือบาดเจ็บบริเวณจมูก เช่น การแคะจมูกที่ทำบ่อยจนติดเป็นนิสัย ผู้ที่มีนิสัยชอบแคะจมูกมักจะมีน้ำมูกแห้งกรัง เมื่อแคะออกจะเกิดแผลถลอก และอาจเป็นแผลเรื้อรังโดยเฉพาะส่วนด้านหน้าของผนังกั้นช่องจมูก, การได้รับแรงกระแทกที่จมูก (ซึ่งอาจมีกระดูกของจมูกแตกหักร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้), การผ่าตัดในโพรงจมูก เช่นการผ่าตัดเยื่อบุจมูก, การผ่าตัดผนังกั้นช่องจมูก, การผ่าตัดโพรงไซนัส, การใส่ท่อช่วยหายใจผ่านทางจมูก, การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือสูดดมโคเคนอย่างไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ, การสั่งน้ำมูกแรง ๆ หรือมีการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศอย่างรวดเร็ว เช่นระหว่างขึ้นเครื่องบิน หรือดำน้ำ เป็นต้น สาเหตุดังกล่าวนี้ จะทำให้เลือดออกจากจมูก เนื่องจากมีการฉีกขาดของเยื่อบุโพรงจมูก เลือดที่ออก มักมีปริมาณไม่มาก และออกเป็นระยะเวลาสั้นๆ และ อาจมีเลือดออกซ้ำในช่วงระยะที่กำลังหายได้ การบาดเจ็บบริเวณศีรษะและใบหน้าอย่างรุนแรง (ซึ่งอาจโดนที่จมูกโดยตรงหรือโพรงไซนัส) จะทำให้เลือดออกจากจมูกเป็นปริมาณมากในระยะแรกได้ แต่ถ้ามีเลือดออกจากจมูกหลังจากการบาดเจ็บในระยะเวลาเป็นสัปดาห์นั้น ควรนึกถึงเส้นเลือดโป่งพองที่เกิดจากอุบัติเหตุด้วย ส่วนภาวะอากาศหนาว ความชื้นต่ำ จะทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง และ มีแนวโน้มที่จะทำให้มีการระคายเคือง และเลือดออกได้ง่าย

                1.2) การอักเสบในโพรงจมูก เช่นจากการติดเชื้อไวรัส, โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้, ไซนัสอักเสบ, สิ่งแปลกปลอมในจมูก, การสัมผัสกับสารระคายเคืองต่าง ๆ เช่นการใช้โคเคนสูดทางจมูก รวมทั้งการใช้เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า [nasal continuous positive airway pressure (CPAP)] เพื่อรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือการให้ออกซิเจนที่มีความชื้นต่ำ ซึ่งสาเหตุดังกล่าวเหล่านี้ จะทำให้มีเลือดคั่งที่เยื่อบุจมูก และ/หรือเยื่อบุไซนัสมากกว่าปกติ และเส้นเลือดแตกได้ง่าย เลือดที่ออกจากสาเหตุนี้มักจะปนมากับน้ำมูก แต่ถ้าความรุนแรงของการอักเสบเพิ่มขึ้น หรือ ผู้ป่วยสั่งน้ำมูกแรงๆ ก็อาจจะมีเลือดออกมากได้

                1.3) ความผิดปกติทางกายวิภาค เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด หรือมีกระดูกงอก หรือมีรูทะลุ ทำให้เกิดความไม่สมดุลของอากาศที่ผ่านเข้าออก ผู้ป่วยมักมีเลือดกำเดาไหลข้างที่มีผนังกั้นช่องจมูกคด หรือข้างที่แคบ เนื่องจากข้างที่แคบนั้น มีลมหายใจ หรืออากาศผ่านเข้า-ออก มากและเร็วกว่า ทำให้เยื่อบุจมูกบริเวณดังกล่าวแห้ง มีสะเก็ด และเปราะบาง ทำให้มีเลือดออกได้ง่าย จุดที่มักจะเกิดเลือดออกนั้น มักจะเป็นที่ตำแหน่งทางด้านหน้าของบริเวณที่มีการคดงอ หรือ มีกระดูกงอก

                1.4) เนื้องอก เช่น มะเร็งในจมูก ไซนัส หรือโพรงหลังจมูก หรือ เนื้องอกชนิดไม่ร้ายที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก อาจทำให้ผู้ป่วยมีเลือดออกจากจมูกได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกจากจมูกเป็นๆหายๆ หรือเลือดออกจมูกเป็นปริมาณมาก ควรได้รับการส่องกล้องตรวจในโพรงจมูก หรือได้รับการตรวจเอ็กซเรย์ว่า มีเนื้องอกเป็นสาเหตุหรือไม่

                1.5) ความผิดปกติของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงจมูก เช่น เส้นเลือดโป่งพองที่เกิดจากอุบัติเหตุ หรือ ความผิดปกติของเส้นเลือดแดง และดำที่มาเชื่อมต่อกันจากอุบัติเหตุ เป็นต้น

2. สาเหตุจากโรคระบบอื่นๆ
                2.1) โรคเลือดชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด เช่น ฮีโมฟีเลีย , โรคตับแข็ง, การได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด, การขาดวิตามิน K, ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ หรือทำงานบกพร่อง เช่น ได้รับยา aspirin หรือ NSAIDs เป็นต้น

                2.2) โรคของหลอดเลือด เช่นโรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดทั่วร่างกาย (hereditary hemorrhagic telangiectasia) หรือผู้ป่วยที่มีภาวะเส้นเลือดแข็งตัว ซึ่งพบบ่อยในโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

                2.3) ชนิดที่ยังไม่ทราบสาเหตุ พบได้ราวร้อยละ 10

แนวทางการรักษา
1. การประเมินความรุนแรง และแก้ไขภาวะที่เกิดจากการเสียเลือด และการหาสาเหตุสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือการประเมินทางเดินหายใจ และระบบไหลเวียนโลหิตเบื้องต้น และแก้ไขอย่างทันท่วงที เช่นการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง การให้สารน้ำทางหลอดเลือด การจองเลือด ไปพร้อม ๆกับ การห้ามเลือด แล้วจึงค้นหาสาเหตุของเลือดกำเดาไหล

                โดยทั่วไปอาจแบ่งระดับความรุนแรงของเลือดกำเดาไหลออกเป็น

                1.1) ระดับน้อย หมายถึงมีเลือดออกปริมาณน้อย ไม่สามารถวัดปริมาณได้ชัดเจน เช่น เปื้อนผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษชำระ และมักหยุดได้เอง

                1.2) ระดับปานกลาง หมายถึงเลือดออกมากขึ้น และระบุปริมาณได้ เช่น มากกว่า 100 มล. หรือเปรียบเทียบเป็น ½ แก้วน้ำดื่ม เป็นต้น ส่วนสัญญาณแสดงชีพยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

                1.3) ระดับรุนแรง หมายถึงเลือดออกมาก จนมีอาการแสดงของระดับสารน้ำในหลอดเลือดต่ำ หรือภาวะช็อค เช่น ชีพจรเต้นเร็ว เบา ความดันโลหิตต่ำ หรือมีหน้ามืด เป็นลมเวลาเปลี่ยนท่า และรวมถึงกลุ่มที่เลือดไหลไม่หยุด แม้ว่าได้รับการห้ามเลือดโดยใช้ผ้าก๊อสใส่ในโพรงจมูกทั้งทางด้านหน้าและหลังแล้ว

                ประวัติที่ได้จากผู้ป่วย หรือผู้ใกล้ชิด จะมีความสำคัญสำหรับแพทย์ในการวินิจฉัยหาสาเหตุ แต่ถ้าผู้ป่วยกำลังมีอาการเลือดออกอยู่ แพทย์จะทำการรักษาไปพร้อมกับการซักประวัติ เช่น ปริมาณ, ความรุนแรง, ระยะเวลา และความถี่ บ่อย ของเลือดที่ออก และด้าน (ซ้าย-ขวา) ของจมูกที่มีเลือดออก อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ประวัติการบาดเจ็บบริเวณจมูก ประวัติสุขภาพโดยรวม ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว การใช้ยา การสูบบุหรี่ หรือ ดื่มสุรา

                จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจศีรษะ และลำคอ ตรวจในโพรงจมูกโดยใช้กล้องส่อง โดยตรวจทั้งก่อน และหลังใช้ยาหดหลอดเลือดเฉพาะที่พ่น หรือป้ายในโพรงจมูก การส่งตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น การตรวจหาระดับการแข็งตัวของเลือด, ปริมาณ และการทำงานของเกร็ดเลือด ส่วนในกรณีที่ต้องการประเมินลักษณะทางกายวิภาคในโพรงจมูก หรือสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นเนื้องอก หรือมะเร็ง อาจส่งตรวจทางรังสีวิทยา เช่น CT scan หรือ MRI

2. การห้ามเลือด
                ผู้ป่วยที่ตำแหน่งเลือดออกอยู่ด้านหน้า ควรอยู่ในท่านั่ง และมีแสงสว่างที่จะส่องถึงบริเวณที่ตรวจเพียงพอ แพทย์จะเตรียมยาชา เครื่องดูดเลือดและเสมหะ วัสดุที่จะใช้หยุดเลือด หรือใช้จี้บริเวณที่เลือดออก จากนั้นแพทย์จะเริ่มตรวจจมูก และดูดลิ่มเลือดที่ค้างในโพรงจมูกออกมา หลังจากนั้นจะใช้ สำลีชุบยาหดหลอดเลือดใส่เข้าไปในโพรงจมูก เพื่อห้ามเลือด

                ผู้ป่วยที่ตำแหน่งเลือดออกอยู่ด้านหลัง แพทย์จะเริ่มตั้งแต่การห้ามเลือดทางด้านหน้า และหลังโพรงจมูกโดยใช้ผ้าก็อสอัดเข้าไปในโพรงจมูก ถ้าไม่สามารถหยุดเลือดได้ อาจผูกเส้นเลือดแดง หรือพิจารณาอุดหลอดเลือดโดยใช้สารอุดหลอดเลือด ส่วนการใช้กล้องส่องโพรงจมูก นั้นเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสามารถเห็นตำแหน่งที่มีเลือดออกได้ชัดเจนโดยเฉพาะบริเวณโพรงจมูกด้านหลัง และอาจใช้ร่วมกับการจี้จุดเลือดออก

                การห้ามเลือด โดยวิธีการต่าง ๆ เรียงตามระดับความรุนแรงจากน้อยไปมาก และ ตามตำแหน่งที่เลือดออกดังนี้

                2.1 การกดบีบ เป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยให้ผู้ป่วยเงยหน้าหรือก้มหน้าลง และให้ผู้ป่วยใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือ บีบปีกจมูกทั้งสองข้างให้แน่นเป็นเวลา 5 – 10 นาที โดยให้หายใจทางปากแทน เพื่อกดบริเวณด้านหน้าของผนังกั้นช่องจมูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเลือดออกบ่อยที่สุด อาจใช้น้ำแข็ง หรือผ้าเย็นประคบบริเวณจมูกด้านนอก ถ้ามีเลือดไหลลงคอ ให้บ้วนใส่ภาชนะเพื่อประเมินจำนวนเลือด และป้องกันการอาเจียน จากการกลืนเลือดเข้าไปมาก

                หลังเลือดกำเดาไหล ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก ถ้าเลือดหยุดแล้ว ควรนอนพัก ยกศีรษะสูง นำน้ำแข็งหรือ cold pack มาประคบบริเวณหน้าผากหรือคอ และหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรง ๆ, การแคะจมูก, การกระทบกระเทือนบริเวณจมูก, การออกแรงมาก, การเล่นกีฬาที่หักโหม หรือยกของหนัก เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้ ถ้าเลือดออกไม่หยุดหรือออกมากผิดปกติ ผู้ป่วยควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ทันที

                2.2 การใช้ยาหดหลอดเลือดเฉพาะที่ (topical decongestants) ในกรณีที่เลือดออกปริมาณน้อย อาจใช้ยาหดหลอดเลือดเฉพาะที่ หยอดจมูก ซึ่งออกฤทธิ์โดยทำให้เส้นเลือดในเยื่อบุจมูกหดตัว หรือแพทย์อาจใช้สำลีชุบยาหดหลอดเลือดดังกล่าวใส่เข้าไปในจมูกแล้วให้ผู้ป่วยบีบไว้ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ 1–3% ephedrine หรือ 0.025–0.05% oxymethazoline เป็นต้น การใช้ยาหยอดจมูกในกลุ่มนี้ ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 7 วัน เนื่องจากอาจเกิดเยื่อบุจมูกอักเสบจากการใช้ยา (rhinitis medicamentosa)ได้

                2.3 การจี้จุดเลือดออก (cauterization) แพทย์จะเลือกใช้ในรายที่มีเลือดออกปริมาณไม่มาก หรือมีเลือดออกซ้ำที่เดิมบ่อย ๆ และเห็นตำแหน่งที่เลือดออกชัดเจน การจี้ห้ามเลือดนี้ สามารถทำได้โดยใช้สารเคมี (chemical cauterization) เช่น 20% silver nitrate หรือ 50% (หรือ 85%) trichloracetic acid ซึ่งเหมาะกับเลือดออกที่ตำแหน่ง ด้านหน้าของผนังกั้นช่องจมูก หรืออาจใช้ไฟฟ้า (electric cauterization) และในบางกรณีอาจเลือกใช้เลเซอร์ (laser cauterization) หลังจี้เสร็จ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ไม้พันสำลีป้ายขี้ผึ้งผสมยาต้านจุลชีพ (เช่น chloramphenicol eye ointment) บริเวณที่เลือดเคยออก ติดต่อกันนานประมาณ 7-10 วัน

                2.4 การใช้วัสดุกดห้ามเลือดในโพรงจมูกส่วนหน้า (anterior nasal packing) เลือกใช้ในรายที่มีเลือดกำเดาออกทางด้านหน้าจำนวนมาก และไม่สามารถทำให้เลือดหยุดได้โดยการกด หรือการจี้ หรือกรณีที่ไม่เห็นตำแหน่งเลือดออกที่ชัดเจน

                การทำห้ามเลือดวิธีนี้สามารถเลือกใช้วัสดุได้หลายชนิดเช่น Merocel(วัสดุห้ามเลือดที่ขยายตัวได้หลังสัมผัสกับเลือด หรือน้ำ) (รูป 2.1), ใช้บอลลูนในจมูกห้ามเลือด (รูป 2.2), ก๊อสชุบวาสลีน (vaseline gauze) (รูป 2.3), การใช้ถุงมือยางยัดด้วยก๊อส, ฟองน้ำ (nasal sponge) และอาจเลือกใช้ วัสดุซึ่งละลายได้เองโดยไม่ต้องดึงออกเช่น gel foam หรือ Surgicel (oxidized cellulose) ซึ่งเหมาะในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคเลือด (เช่นเลือดออกง่าย แต่หยุดยาก)

                การใช้ก๊อสชุบวาสลีนห้ามเลือดในโพรงจมูกส่วนหน้า (รูป 2.3) เริ่มจากการใช้ก๊อสชุบวาสลีนขนาดกว้างประมาณ ¼ นิ้ว เคลือบด้วยยาต้านจุลชีพชนิดขี้ผึ้ง สอดเข้าในโพรงจมูก และจัดวางก๊อสเรียงเป็นชั้น ๆ จากด้านล่างขึ้นด้านบน เพื่อให้แน่นเพียงพอที่จะทำให้เลือดหยุด และอาจสอดก๊อสในส่วนนิ้วของถุงมือยาง เพื่อป้องกันการไหลของก๊อสลงไปด้านหลังโพรงจมูก และช่วยให้ก๊อสไม่ติดกับเยื่อบุจมูก ทำให้ไม่มีเลือดออก เวลาเอาวัสดุห้ามเลือดนี้ออก โดยทั่วไปจะใส่วัสดุห้ามเลือดชนิดไม่ละลายได้เองไว้ในจมูก นานอย่างน้อย 24 – 48 ชั่วโมง แล้วจึงพิจารณาเอาออก

                ภาวะแทรกซ้อนจากการห้ามเลือดวิธีนี้ ได้แก่ รูเปิดของไซนัสอุดตัน เกิดไซนัสอักเสบ, น้ำตาเอ่อจากท่อน้ำตาอุดตัน, เกิดพังผืดของเยื่อบุในโพรงจมูก, ผนังกั้นช่องจมูกทะลุ หรือเกิดภาวะขาดออกซิเจนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ เป็นต้น

                2.5 การใช้วัสดุกดห้ามเลือดในโพรงหลังจมูก (posterior nasal packing) เลือกใช้ในรายที่มีเลือดกำเดาออกรุนแรง จากด้านหลัง หรือกรณีที่เลือดไม่หยุดไหลหลังจากทำใช้วัสดุกดห้ามเลือดในโพรงจมูกส่วนหน้าแล้ว วิธีทำอาจเลือกใช้บอลลูนสายสวนปัสสาวะห้ามเลือด(รูป 3.1) หรือใช้ก๊อสชุบวาสลีนม้วน (รูป 3.2) โดยอาจใช้ยาชาเฉพาะที่, พ่นในจมูก และลำคอ หรือใช้การดมยาสลบ การใส่บอลลูนสายสวนปัสสาวะนั้นแพทย์จะใส่เข้าไปทางรูจมูกด้านที่มีเลือดออก เมื่อปลายเข้าไปอยู่ในโพรงหลังจมูกแล้ว แพทย์จะใส่ลม หรือน้ำเข้าไปในบอลลูนพอประมาณ หลังจากนั้นจึงใช้ก๊อสชุบวาสลีนห้ามเลือดในโพรงจมูกส่วนหน้า (รูป 2.3)

                กรณีใช้ผ้าก๊อสชุบวาสลีนม้วนห้ามเลือดในโพรงหลังจมูก (รูป 3.2) แพทย์จะเริ่มทำโดยนำก๊อสชุบวาสลีนขนาด 4 x 4 นิ้ว มาพับ แล้วม้วนเป็นก้อน และ ใช้ไหมผูกที่กึ่งกลางของก๊อสม้วน ให้ด้านหนึ่งมีไหม 2 เส้น ส่วนอีกด้านหนึ่งมีไหมเพียงเส้นเดียว และใช้สายยางขนาดเล็ก ใส่ทางจมูกข้างที่มีเลือดออกมาก ให้ผ่านโพรงหลังจมูก ลงมาลำคอ จากนั้นให้ผู้ป่วยอ้าปาก และนำปลายของสายยางนั้น ออกมาทางปาก เพื่อผูกกับปลายไหมด้านที่มี 2 เส้นของก๊อสม้วน ที่เตรียมไว้ แล้วดึงสายยางกลับออกมาทางจมูก เพื่อให้ก๊อสม้วนเข้าไปอยู่หลังโพรงจมูก และใช้ก๊อสชุบวาสลีนห้ามเลือดในโพรงจมูกส่วนหน้า เมื่อเสร็จแล้วแพทย์จะผูกไหมทั้ง 2 เส้นโดยใช้ผ้าก๊อสชิ้นเล็กๆ พับรองไว้หน้ารูจมูก เพื่อไม่ให้ก๊อสม้วนหลุดลงคอ ส่วนไหมที่เหลืออีก 1 เส้นที่ออกมาทางปาก แพทย์จะใช้เทปเหนียวติดไว้ที่ข้างแก้ม เพื่อใช้ดึงก๊อสม้วนออกภายหลัง

                หลังทำแพทย์จะให้ผู้ป่วยพักในโรงพยาบาล นอนยกศีรษะสูงประมาณ 30 -40 องศา ให้ออกซิเจน รวมทั้งยาแก้ปวด และยาต้านจุลชีพ ด้วย โดยทั่วไปจะใช้วัสดุกดห้ามเลือดในโพรงจมูกส่วนหน้าร่วมกับใช้ผ้าก๊อสชุบวาสลีนม้วนห้ามเลือดในโพรงหลังจมูกเสมอ และพิจารณาเอาวัสดุกดห้ามเลือด หรือผ้าก๊อสชุบวาสลีนม้วนห้ามเลือดออกหรือเปลี่ยนใหม่ภายใน 3-5 วัน ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้แก่ การสำลัก, การกลืนอาหารลำบาก, ท่อยูสเตเชียนอุดตัน, เลือดคั่งในหูชั้นกลางได้ หากทำอย่างไม่ระวัง อาจเกิดแผลกดทับบริเวณปีกจมูก หรือ อาจมีแผลบริเวณเพดานอ่อน และมุมปาก เนื่องจากไหมของผ้าก๊อสชุบวาสลีนม้วนห้ามเลือดในโพรงหลังจมูกบาดได้

                2.6 การฉีดสารอุดหลอดเลือดแดง
เป็นวิธีการห้ามเลือดที่มีประสิทธิภาพดีมาก มีประโยชน์ทั้งในแง่ของการวินิจฉัย คือสามารถหาตำแหน่งของหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุ และการรักษาโดยการฉีดสารอุดหลอดเลือด เช่น polyvinyl alcohol, gelfoam ได้แม่นยำ ข้อบ่งชี้คือใช้ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกรุนแรง จากทางด้านหลังจมูก และยังไม่หยุดหลังใช้วัสดุกดห้ามเลือดในโพรงจมูกส่วนหน้า และโพรงหลังจมูกไปแล้ว หรือ ใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดผิดปกติ หรือมีเนื้องอกที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก

                ข้อห้ามในการใช้วิธีนี้ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งอย่างมาก, ผู้ป่วยที่แพ้สารรังสีที่ใช้ฉีดหลอดเลือด และไม่ควรใช้ในกรณีที่มีเลือดออกจากด้านบนของโพรงจมูก ซึ่งอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางสมองได้

                ข้อดีของวิธีนี้คือ สามารถหาจุดเลือดออกได้ชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางแห่งที่เส้นเลือดอยู่ลึก และการผ่าตัดไม่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำซ้ำได้ ถ้าเกิดมีเลือดออกอีก และอาจไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ ส่วนข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายสูง ต้องอาศัยเครื่องมือราคาแพง และรังสีแพทย์ที่มีความชำนาญในการฉีดรังสีหลอดเลือด ดังนั้นจึงทำได้เฉพาะในสถาบันที่มีความพร้อมเท่านั้น

                ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น จากการห้ามเลือดด้วยวิธีนี้ ได้แก่ สมองขาดเลือด, อัมพาตของเส้นประสาทใบหน้า, ตาบอดจากการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงที่ตา , อาการปวดบริเวณใบหน้า และขากรรไกร, เลือดออก และเป็นก้อนเลือดที่บริเวณขาหนีบที่ใส่สายเข้าไปฉีดรังสีหลอดเลือด เป็นต้น ซึ่งพบได้น้อย

                2.7 การผูกหลอดเลือดแดง
มักใช้ในกรณีเลือดกำเดาออกรุนแรง ซึ่งเมื่อใช้วัสดุกดห้ามเลือดในโพรงจมูกส่วนหน้า และโพรงหลังจมูก แล้วไม่ได้ผล การจะเลือกว่าผูกเส้นเลือดใดนั้น ขึ้นอยู่กับการคิดว่าเลือดกำเดาที่ไหลออกมานั้น ออกมาจากตำแหน่งใด และ เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตำแหน่งนั้น คือเส้นเลือดอะไร โดยตำแหน่งของหลอดเลือดแดงที่อาจผูกได้ เช่นผ่านทางแผลผ่าตัดที่คอ, บริเวณข้างหัวตา หรือใช้กล้องส่องในจมูก แล้วใช้อุปกรณ์บีบเส้นเลือด

3. การค้นหาสาเหตุ และให้การรักษาตามสาเหตู เช่น การผ่าตัดเพื่อกำจัดเนื้องอก, การผ่าตัดเอารอยโรคออก และซ่อมเยื่อบุผิว, การแก้ไขความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด หรือ การทำผ่าตัดแก้ไขผนังกั้นช่องจมูกคด หรือการตัดกระดูกที่งอกในผู้ป่วยที่มีผนังกั้นจมูกคด หรือ มีกระดูกงอก ที่ทำให้มีปัญหาเลือดออกจากจมูก เป็นต้น

                โดยสรุป ภาวะเลือดกำเดาไหล หรือ เลือดไหลออกจากจมูก เป็นภาวะที่พบได้บ่อย และเป็นภาวะฉุกเฉินทางหู คอ จมูก ที่ผู้ป่วยควรรักษาเบื้องต้นได้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการแคะจมูก หรือ การอักเสบในโพรงจมูกโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่อายุน้อย การดูแลรักษาที่ต้องปฏิบัติอย่างทันท่วงที คือการห้ามเลือด และประเมินปริมาณเลือดที่เสียไป เพื่อที่จะให้ทดแทนอย่างเหมาะสม และพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาตามสาเหตุ

Download File