Image
Login เข้าสู่ระบบ

พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประโยชน์กับประชาชน ผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องและการประกอบวิชาชีพเวชกรรม

Last update: 02.12.2009


พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญนั้นให้ประโยชน์กับประชาชนโดยรวมและได้ผ่าน ส.ส. 3วาระแล้วยังไง ๆ ก็คงจะมี ผลบังคับใช้ในเร็ววันนี้ แม้ว่า ส.ว. บางคนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ผมว่าแพทย์เราทุก ๆ คนต้องแสดงความยินดีกับ พ.ร.บ. หลักประกัน ฯ ฉบับนี้อย่างแน่นอน เพราะว่าคนไข้ทุก ๆ คนมีผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย การรักษา น่าจะทำได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีปัญหาทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง


วันที่ 4 มิถุนายน 2545

เรียน   เพื่อนแพทย์ที่รัก    
    พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญนั้นให้ประโยชน์กับประชาชนโดยรวมและได้ผ่าน ส.ส. 3วาระแล้วยังไง ๆ ก็คงจะมี ผลบังคับใช้ในเร็ววันนี้ แม้ว่า ส.ว. บางคนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
    ผมว่าแพทย์เราทุก ๆ คนต้องแสดงความยินดีกับ พ.ร.บ. หลักประกัน ฯ ฉบับนี้อย่างแน่นอน เพราะว่าคนไข้ทุก ๆ คนมีผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย การรักษา น่าจะทำได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีปัญหาทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ???
    ผมขอยกมาตราที่สำคัญ ๆ มาพิจารณานะครับ

มาตรา 5 บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตนี้ คณะกรรมการอาจกำหนดให้บุคคลที่เข้ารับการบริการสาธารณสุขต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตราที่กำหนดให้แก่หน่วยบริการในแต่ละครั้งที่เข้ารับการบริการ เว้นแต่ผู้ยากไร้หรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่ต้องจ่ายค่าบริการ     สาระแห่งมาตรานี้ก็ดังที่ผมกล่าวแล้วคือประชาชนทุกคนมีสิทธิที่ได้รับบริการ…และต้องร่วมจ่ายในแต่ละครั้งที่มารับบริการ
    ขณะนี้ การร่วมจ่ายได้ปฏิบัติไปแล้ว คือ ครั้งละ 30 บาท ไม่ว่าจะเป็น OPD หรือ IPD และผู้ยากไร้ไม่ต้องร่วมจ่าย
    ดังนั้น ขณะนี้ประชาชนได้รับผลของ พ.ร.บ. แล้ว ทั้ง ๆ ที่ พ.ร.บ. ยังไม่ได้ประกาศใช้
    ใคร ? รัฐบาลใด จะกล้าเปลี่ยนแปลงครั้งละ 30 บาท เป็นราคาอื่นที่แตกต่างกันมาก ????
    โดยสรุป รายรับส่วนนี้ของสถานพยาบาลคงเป็นรายรับที่จิ๊บจ้อย เมื่อเปรียบเทียบกับรายจ่ายของสถานพยาบาลแต่ละครั้ง
    นั่นหมายถึงรัฐบาลกำลังจะแสดงตนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพให้กับประชาชนทั้งหมดหรือ ?
    ประชาชนคนไทยกำลังโชคดีที่สุดใช่ไหมครับ ?

มาตรา 6 บุคคลใดประสงค์จะใช้สิทธิตามมาตรา 5 ให้ยื่นคำขอลงทะเบียนต่อสำนักงานหรือหน่วยงานที่สำนักงานกำหนด เพื่อเลือกหน่วยบริการเป็นหน่วยบริการประจำ     การขอลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการประจำ การขอเปลี่ยนแปลงหน่วยบริการประจำ และหน้าที่ของหน่วยบริการประจำที่พึงมีต่อผู้รับบริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด โดยคำนึงถึงความสะดวกและความจำเป็นของบุคคลเป็นสำคัญ
    มาตรานี้ ประชาชนคนไทยยังโชคดีอีกครั้งที่สามารถเลือกหน่วยบริการประจำได้ โดยคำนึงถึงความสะดวกและความจำเป็นเป็นสำคัญ
    ประชาชนโชคดีซ้ำสองแล้วใช่ไหมครับ
    รักษาก็ฟรี (จ่ายแค่ครั้งละ 30 บาท) เลือกสถานบริการก็ได้ (อ้างความสะดวกได้ตลอดเวลาเพราะอยากใช้โรงพยาบาลใดก็ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ย่านใกล้ ๆ โรงพยาบาลนั้นยังได้เลยครับ)
    เพื่อให้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบจริง ๆ จึงมี 2 มาตรา ดังต่อไปนี้ คือ

มาตรา 40 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรียกว่า "กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการและสนับสนุนการบริหารจัดการของสำนักงาน

มาตรา 41 เงินและทรัพย์สินที่เป็นของกองทุนไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
    เห็นไหมครับว่ากองทุนรับเงินงบประมาณมาแล้วใช้ไม่หมดก็ไม่ต้องส่งคืนกระทรวงการคลัง ถ้ามีรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากงบประมาณก็ไม่ต้องส่งคืนอีกเช่นกัน
    ถ้าบริหารให้มีประสิทธิภาพ จ่ายให้ประชาชนสูงสุด ประชาชนก็จะได้รับคุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ ประชาชนโชคดีซ้ำสามถูกต้องไหมครับ คำถามคงมีอยู่ว่าถ้ากองทุนเกิดมีเงินเหลือเยอะ คงมีอยู่เพียง 2 กรณีที่จะต้องพิจารณา

    1. ถ้าคุณภาพที่ประชาชนได้รับดีมาก แสดงว่าให้เงินแก่สถานบริการพอเพียง แสดงว่าบริหารได้เยี่ยมยอด
    2. ถ้าเงินเหลือเพราะไปกดราคาที่ให้ต่อสถานบริการ และประชาชนก็ได้คุณภาพที่พึงพอใจ แสดงว่าสถานบริการบริหารได้เยี่ยมยอด

เพราะไปควบคุมราคาต้นทุนการให้บริการได้ดีมาก (ราคาต้นทุน การให้บริการส่วนใหญ่มาจาก ค่าแรง (เงินเดือน)+ค่ายา+เวชภัณฑ์+ต้นทุนเครื่องมือแพทย์ อื่น ๆ+ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น สาธารณูปโภค) คือ จ่ายแต่น้อย ๆ แต่ได้คุณภาพมากๆ
    ตรงนี้เองจะกระทบกับความเป็นอยู่ของใครบ้าง ผมให้ไปคิดเอาเองครับ
 

มาตรา 44 ให้คณะกรรมการกันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการ โดยหาผู้กระทำผิดมิได้ หรือหาผู้กระทำผิดได้แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา 45 ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการ โดยหาผู้กระทำผิดได้ แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควรตามมาตรา 44 เมื่อสำนักงานได้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการไปแล้ว สำนักงานมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้กระทำผิดได้
   
ประชาชนชาวไทยโชคดีซ้ำสี่อีกแล้วใช่ไหมครับหากผลของการรักษาไม่ดี ได้รับความเสียหาย? ได้รับเงินชดเชยเบื้องต้น
    สถานบริการ, คุณหมอ ๆ และคุณพยาบาล, คุณเภสัช, คุณเทคนิคการแพทย์ คงจะสบายใจได้ใช่ไหมครับ ว่าคนไข้ที่ได้รับผลการรักษาอันไม่พึงประสงค์ และได้รับความเสียหาย ก็จะได้รับเงินชดเชยจากกองทุน แต่เมื่อเหลือบไปมองมาตรา 38 2 บรรทัดสุดท้ายที่เขียนว่า " เมื่อสำนักงานได้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้รับบริการไปแล้ว สำนักงานมีสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้กระทำผิดได้ "

บนความโชคดีต้องมีผู้โชคร้าย ใครเอ่ยโชคร้าย
    (1). สถานบริการ คงจะโชคร้ายเพราะว่าโดนหัก 1 % เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้น (บริหารยากขึ้นเพราะหายไป 1 % ครับ) อาจจะถูกไล่เบี้ยถ้าเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ถูกจ่ายออกไป
    (2).
ผู้ให้บริการ (แพทย์ พยาบาล ฯลฯ) อาจจะถูกไล่เบี้ยเอาได้
           ถ้าเงินที่จ่ายให้สถานบริการมันจำกัดจำเขี่ยอยู่แล้ว แล้วยังต้องมาเสีย 1 % อีก ก็คงจะลำบากเพิ่มขึ้นในการบริหาร (หายไป 1 % ก็ต้องไปกด ราคาทุก ๆ อย่าง ค่าแรง (เงินเดือน) ค่ายาและเวชภัณฑ์ 1 % เช่นกันใช่ไหมครับ) และ 1 % เมื่อสำนักงานจ่ายชดเชยให้ผู้ป่วยไปแล้ว ก็ต้องหาทางเอาคืนโดยการไล่เบี้ย
           ตรงนี้เอง สถานบริการคงโชคร้ายซ้ำสอง นะครับ
           ผู้ให้บริการโดยเฉพาะคุณหมอ ๆ ก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยนะครับ งานต้องหนักขึ้น เพราะสถานบริการต้องควบคุมค่าใช้จ่าย งานต้องยากขึ้น เพราะสถานบริการต้องควบคุมค่าใช้จ่ายค่ายา และเวชภัณฑ์ และเมื่อผลการรักษา (ทั้ง ๆ ที่ได้ทำสุดความสามารถแล้ว) ได้ทำให้ผู้ป่วยได้รับความเสียหาย สำนักงานคงจะต้องจ่ายเงิน ช่วยเหลือเบื้องต้นให้ผู้ป่วย ก็คงต้องเตรียมตัวรับการไล่เบี้ย นะครับ
          พบแล้วครับ คุณหมอ ๆ นี้เองคือผู้โชคร้ายซ้ำสอง
         
ใครเอ่ยเป็นผู้ทรงอำนาจที่จะไล่เบี้ย

มาตรา 51 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข" ประกอบด้วย
    (1) ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ
    (2) ประธานสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ผู้อำนวยการกองการประกอบโรคศิลปะ เลขาธิการทันตแพทยสภา เลขาธิการแพทยสภา เลขาธิการสภาการพยาบาล เลขาธิการสภาเภสัชกรรม นายกสภาทนายความ และนายกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
   
(3) ผู้แทนเทศบาลหนึ่งคน องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนึ่งคน องค์การบริหารส่วนตำบลหนึ่งคน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นหนึ่งคน โดยให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทคัดเลือกกันเอง และให้ผู้แทนดังกล่าวคัดเลือกกันเองให้เหลือจำนวนสองคน
   
(4) ผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ ทันตกรรม เภสัชกรรม และเวชกรรม วิชาชีพละหนึ่งคน และให้ผู้แทนดังกล่าว คัดเลือกกันเองให้เหลือจำนวนหนึ่งคน
    (5) ผู้แทนผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาละหนึ่งคน และให้ผู้แทนดังกล่าวคัดเลือกกันเองให้เหลือจำนวนหนึ่งคน
   
(6) ผู้แทนองค์กรเอกชนซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่มิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไร และดำเนินกิจกรรมดังต่อไปนี้ องค์กรละหนึ่งคน โดยการคัด เลือกกันเองในแต่ละกลุ่มให้เหลือกลุ่มละหนึ่งคน และให้ผู้แทนดังกล่าวคัดเลือกกันเองให้เหลือจำนวนห้าคน
         (ก) งานด้านเด็กหรือเยาวชน
         (ข) งานด้านสตรี

         (ค) งานด้านผู้สูงอายุ
         (ง) งานด้านคนพิการหรือผู้ป่วยจิตเวช
         (จ) งานด้านผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยเรื้อรังอื่น
         (ฉ) งานด้านผู้ใช้แรงงาน
         (ช) งานด้านชุมชนแออัด
         (ซ) งานด้านเกษตรกร
         (ฌ) งานด้านชนกลุ่มน้อย

    (7) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนสี่คนโดยในจำนวนนี้ให้เป็นผู้แทนผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยหนึ่งคน องค์การเอกชนตาม (6) ต้องเป็นองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมมาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และได้มาขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานก่อนครบกำหนดสิบห้าวันนับ แต่วันที่มีเหตุให้มีการคัดเลือกกรรมการ ถ้าองค์กรใดดำเนินกิจกรรมหลายกลุ่ม ให้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้สิทธิคัดเลือกกรรมการในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
    หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการตาม (3) (4) (5) และ (6) ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
    ให้กรรมการตาม (1) (2) (3) (4) (5) และ (6) ดำเนินการสรรหาและพิจารณาคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิเสนอให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการตาม (7)หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาและพิจารณาคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคสี่ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด     ให้เลขาธิการเป็นเลขานุการของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน

มาตรา 53 คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
    (3) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการร้องเรียนของผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิจากการใช้บริการ และวิธีพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิจากการ ใช้บริการ และกำหนดหน่วยรับเรื่องร้องเรียนเพื่อให้ประชาชนสามารถเสนอเรื่องร้องเรียนได้โดยสะดวกและเป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน
   
(5) สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจตราและการควบคุมกำกับหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการ
   
(6) จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลโดยหาผู้กระทำผิดมิได้ หรือหาผู้กระทำผิดได้แต่ผู้รับบริการไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา 60 ในกรณีที่สำนักงานตรวจสอบพบว่าหน่วยบริการใดไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุขที่กำหนด ให้รายงานต่อคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณา
    คณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่งให้มีจำนวนตามความเหมาะสมประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่ปฏิบัติงานในด้านการแพทย์ การสาธารณสุขและกฎหมาย ผู้แทนองค์กรเอกชนหรือผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ซึ่งไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องที่จะพิจารณา มีหน้าที่สอบสวนและเสนอความเห็นต่อเลขาธิการเพื่อมีคำสั่งตามมาตรา 61

สรุป กรรมการสอบสวนคงมี แพทย์ กฎหมาย องค์กรเอกชน (NGO) ผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้นกรรมการสอบสวนจะมีผู้อื่น (ที่ไม่ใช่แพทย์) มาเป็นผู้สอบสวนการทำความผิดก็คงเป็นที่โปร่งใสดีนะครับ เพราะกรรมการสอบสวนมีแพทย์เป็นส่วนน้อย (จะได้ไม่กล่าวหาว่าช่วยแพทย์ด้วยกันเอง)

    แต่บังเอิญ กรณีเรื่องการรักษานั้น ถ้าจะเอาผลของมันเป็นเกณฑ์วัดความผิดโดยใช้การมองย้อนหลังนั้น แพทย์ผู้รักษาคงจะอยู่ในฐานะลำบากแน่ ๆ ตลอดจนความแตกต่างในองค์ประกอบของมนุษย์ ความหลากหลายในการดำเนินโรค การ Compensate ของมนุษย์แต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกันทุก ๆ คน
    คณะกรรมการสอบสวนที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่แพทย์ จะเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด ?
    ความสงสารผู้ป่วยที่ได้รับทุกข์ทรมานจากผลการรักษาที่ไม่พึงประสงค์ จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินแค่ไหน ?
    
แพทย์ทุก ๆ คนต้องทำใจนะครับ เพราะว่าเป็นความโชคร้ายซ้ำสามแล้วครับ เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วให้ทำตาม…

มาตรา 61 ในกรณีที่ผลการสอบสวนตามมาตรา 53 ปรากฏว่าหน่วยบริการใดไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด ให้เลขาธิการดำเนินการดังต่อไปนี้
    (1) ในกรณีที่เป็นการกระทำโดยไม่เจตนาให้มีคำสั่งเตือนให้ปฏิบัติโดยถูกต้อง
    (2) ในกรณีที่มีเจตนากระทำผิด ให้มีคำสั่งให้หน่วยบริการนั้นชำระค่าปรับทางปกครองเป็นจำนวนหนึ่งแสนบาท สำหรับการกระทำ ความผิดแต่ละครั้ง และให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติ ราชการ ทางปกครองมาใช้บังคับ และในกรณีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการบังคับตามคำสั่ง ให้เลขาธิการมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อบังคับชำระค่าปรับ ในการนี้ถ้าศาลปกครองเห็นว่าคำสั่งให้ชำระค่าปรับนั้นชอบด้วยกฎหมายก็ให้ศาล ปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาและบังคับคดีให้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินขาย ทอดตลาดเพื่อชำระค่าปรับได้     (3) แจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพ ทางด้าน สาธารณสุขซึ่งอาจมีส่วนรับผิดชอบในการกระทำผิดของหน่วยบริการ และให้มีการดำเนินการทางวินัยในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
     เมื่อถูกคณะกรรมการควบคุมมาตรฐาน ตามมาตรา 53 ตัดสินว่าเจตนาทำผิด (ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบสวน ที่ผมได้กล่าวไว้เบื้องต้นแล้ว) สถานบริการก็ต้องชำระค่าปรับทางปกครองเป็นจำนวนหนึ่งแสนบาท ตามมาตรา 61 (2)
   
พบแล้วครับ ผู้โชคร้ายซ้ำสาม คือ สถานบริการนั้นเอง
    จ่ายไป 1 แสน ก็ยังไม่จบสิ้นนะครับ ยังต้องโดนมาตรา 61 (2)
     เอาอีกแล้วครับ สถานบริการก็เจอะโชคร้ายซ้ำสี่ เมื่อสถานบริการ (ร.พ.) เจอะโชคร้ายซ้ำสามและซ้ำสี่ แล้วเพื่อน ๆ แพทย์ผู้ร่วม ชะตากรรมทั้งหลายจะรอดหรือครับ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนคิดว่าร้ายแรง (ครั้งเดียว) หรือเห็นว่าผิดหลายครั้ง ก็จะเจอะมาตรา 63 ครับ

มาตรา 63 ในกรณีที่การกระทำผิดของหน่วยบริการตามมาตรา 61 หรือมาตรา 62 เป็นการกระทำผิดร้ายแรงหรือเกิดซ้ำหลายครั้ง ให้เลขาธิการรายงานต่อคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานเพื่อพิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้
    (1) สั่งเพิกถอนการขึ้นทะเบียนของหน่วยบริการนั้น
    (2) แจ้งต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลเพื่อพิจารณาดำเนินการให้มีการเพิกถอนใบอนุญาต สถานพยาบาล ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

    (3) แจ้งต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลเพื่อให้มีการดำเนินการทางวินัยแก่ผู้บริหารของหน่วยบริการในกรณีที่เป็นสถาน บริการสาธารณสุขของรัฐ
    (4) แจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดข้อกล่าว หาหรือข้อกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพ ทางด้านสาธารณสุข ผู้ซึ่งมีส่วนรับผิดชอบในการกระทำผิดของหน่วยบริการและให้มีการดำเนินการทาง วินัยในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาตรานี้โดนทั้งหมด
   
หน่วยบริการของรัฐ - โดนดำเนินการทางวินัย
    หน่วยบริการของเอกชน - เพิกถอนใบอนุญาตสถานพยาบาล
   
โรงพยาบาลเอกชนคงถูกปิดเป็นทิวแถว ความโชคร้ายคงจะเริ่มรุกรานไปถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ และกรรมการผู้ค้ำประกันการกู้เงินด้วยครับ
   
ความโชคร้ายซ้ำห้า มาถึงสถานบริการแล้วครับ สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ (แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัช เทคนิคการแพทย์ ฯลฯ) ก็จะต้องถูกกล่าวโทษตามมาตรา 63 (3) (4) เช่นกันครับ     เพื่อน ๆ แพทย์ของผมคงตายสนิท เพราะโดนโชคร้ายซ้ำห้า เข้าไปแล้ว
    อ่าน จ.ม. ของผมแล้วอย่าเพิ่งตกใจจนเลิกอาชีพแพทย์นะครับ ทั้งนี้ผมคาดคิดไว้อาจจะไม่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็ได้ (แปลว่า มีเกิดขึ้น)
    ผมเห็นว่าส่วนต้น ๆ ของ พ.ร.บ. นี้ดีมาก ๆ แต่มาหมวดหลัง ๆ ผมอ่านทำความเข้าใจแล้วก็คิดว่า แพทย์ & สถานพยาบาล คงไปสร้างความเคียดแค้น & ชิงชังให้ผู้ร่างกฎหมายมากมายใช่ไหม ? จึงมีบทลงโทษมากมาย & รุนแรงขนาดนี้
    ขอให้เพื่อนแพทย์ที่กำลังจะอยู่ในชะตากรรมปลอดภัยในการประกอบวิชาชีพด้วย

 

 

  รัก & ห่วงใย  

( นายแพทย์เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ )

01-9118901 E-mail : ramhospital@hotmail.com ตัวแทนแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน & ประกอบวิชาชีพแพทย์ในแพทยสภา